หน้าแรก ต่างประเทศ จดหมายรักถึงอ...

จดหมายรักถึงอาม่า สายใยจีนไทยที่หลอมรวม

23.06.26 | 16:50 น.

จดหมายรักถึงอาม่า

สายใยจีนไทยที่หลอมรวม

วันที่ 1 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ถือเป็นวาระครบรอบ 51 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนอย่างเป็นทางการ ทว่า สายใยความผูกผันระหว่างไทยและจีนนั้นลึกซึ้งมากกว่ากระดาษแถลงการณ์ร่วม ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา มีชาวจีนจำนวนมากที่โยกย้ายถิ่นฐานเข้ามาในไทย โดยมีชาวแต้จิ๋วเป็นประชากรที่มีจำนวนมากที่สุด

ขณะที่สังคมไทยก็ไม่ได้กีดกัดชาวจีนในฐานะคนต่างด้าว ยินดีรับชาวจีนเข้าสู่ระบบราชการ และอนุญาตให้แต่งงานกับคนไทยได้อย่างเสรี จนเกิดเป็นการแลกเปลี่ยนและผสมผสานระหว่างสองวัฒนธรรมอย่างกลมกลืนทั้งในด้านประเพณี ภาษาและอาหาร ดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’

给阿嬷的情书 หรือ จดหมายรักถึงอาม่า เป็นภาพยนตร์ที่ดำเนินเรื่องด้วยภาษาแต้จิ๋วตลอดทั้งเรื่อง สะท้อนเรื่องราวชีวิตของชาวแต้จิ๋วที่เดินทางเข้ามาทำงานในสยาม รวมถึงการส่ง เฉียวพี หรือ โพยก๊วน ซึ่งเป็นจดหมายและเงินที่ชาวจีนโพ้นทะเลส่งกลับไปหาครอบครัวที่บ้านเกิด โดยมีอุษา เสมคำ หรืออาม่าแต๋ว นักแสดงไทย ร่วมแสดงด้วย

Advertisement

จดหมายรักถึงอาม่าประสบความสำเร็จในจีนเป็นอย่างมาก ซินหัวรายงานว่า ตามข้อมูลของเมาเหยี่ยน แพลตฟอร์มจำหน่ายตั๋วภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ณ วันที่ 19 มิถุนายน ภาพยนตร์ดังกล่าวสามารถทำรายได้ทะลุ 1,800 ล้านหยวน หรือประมาณ 8,100 ล้านบาท และได้รับคะแนนในโต้วป้าน แพลตฟอร์มรีวิวภาพยนตร์ของจีน สูงถึง 9.3/10

นอกจากนี้ เพลง 月下煮茶 หรือชงชาใต้แสงจันทร์ ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ ก็กำลังเป็นกระแสบน
โชเซียลมีเดียจีนเช่นกัน

มติชนได้พูดคุยกับ พัดชา ตั้งศิริบุญญา หรือที่รู้จักกันในชื่อ เหล่าซือจินนี่ เจ้าของเพจเฟซบุ๊กและติ๊กต็อกชื่อ จินนี่ แต้จิ๋วอาม่าชอบพูด ชาวไทยเชื้อสายแต้จิ๋ว ผู้มีปณิธานอันแน่วแน่ในการรักษาภาษาและวัฒนธรรมแต้จิ๋วไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา กับเรื่องราวครอบครัวของเธอที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายบรรยากาศไม่แตกต่างจากภาพยนตร์ดังกล่าว

จากแผ่นดินแม่สู่บ้านหลังใหม่

พัดชาเล่าว่า บรรพบุรุษรุ่นทวดของเธอโยกย้ายถิ่นฐานมาจากเมืองซัวเถาของจีน ด้วยเรือสำเภาหัวแดง ใช้เวลาเดินทางข้ามทะเลยาวนานกว่าหนึ่งเดือน โดยมีทรัพย์สินติดตัวเพียงกระเป๋าหวายใบเดียวเท่านั้น ก่อนขึ้นฝั่งที่ท่าเรือราชวงศ์และปักหลักสร้างชีวิตใหม่ในย่านบางรัก

ในช่วงแรก หวั่วเหล่ากง (ทวดตา) ประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าขายปลา กระทั่งต่อมาได้นำองค์ความรู้ด้านแพทย์แผนจีนโบราณมาช่วยรักษาผู้คนในชุมชน จนเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาอาการเจ็บคอและโรคงูสวัด ซึ่งในยุคนั้นยังไม่มีวิธีรักษาที่แพร่หลาย


หวั่วเหล่ากงทำการรักษาโดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทน ผู้ที่มีกำลังก็สามารถบริจาคตามศรัทธา ส่วนผู้ที่ไร้กำลังทรัพย์ก็ได้รับการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทำให้ได้รับความเคารพและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมไทยยุคนั้น จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหมอจีนคนแรกในประเทศไทยที่สามารถรักษาโรคงูสวัดได้สำเร็จ ซึ่งเรื่องราวของเขาได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่องกระท่อมไม้ไผ่ด้วย

เฉียวพี กับความตรากตรำของชาวจีนโพ้นทะเล

พัดชากล่าวว่า จดหมายรักถึงอาม่า เปรียบเสมือนกระจกสะท้อนเรื่องราวของชาวจีนสมัยนั้นได้อย่างดีเยี่ยม อาม่าเคยเล่าให้ฟังว่า เฉียวพี เป็นช่องทางในการสื่อสารทางไกลกับครอบครัวที่บ้านเกิด โดยมี จุยแขะ
(水客) เป็นคนกลาง ทำหน้าที่รับส่งจดหมายและเงินไปกลับระหว่างไทยและจีนผ่านฮ่องกง โดยจะมีการแลกเงินเป็นสกุลเงินฮ่องกงก่อนที่จะส่งต่อไปยังปลายทาง

จดหมายแต่ละฉบับต้องใช้เวลารอนานนับเดือนกว่าจะเดินทางถึงมือผู้รับ และบางทีก็อาจจะไม่ได้รับหรือได้รับไม่ครบด้วย จดหมายแทบทุกฉบับมักมีเงินแนบมา เนื่องจากเป็นความหวังของครอบครัวที่ฝากไว้กับญาติซึ่งเดินทางมาทำงานในสยาม โดยสมาชิกครอบครัวก็เฝ้ารอข่าวคราวของคนที่อยู่ห่างไกลอย่างใจจดใจจ่อ สำหรับตน เฉียวพี จึงเปรียบเสมือนเส้นใยแห่งความหวังของอาม่าที่ยังอาศัยอยู่ที่จีนในขณะนั้น

พัดชาบอกอีกว่า เนื้อหาในจดหมายส่วนใหญ่มักเขียนสั้นและกระชับ โดยบอกเพียงว่าสุขภาพแข็งแรง การงานเป็นปกติ และฝากความคิดถึงคนที่บ้าน ด้วยเหตุว่า ชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากไม่ได้มีทักษะการเขียนหนังสือ จึงต้องอาศัยผู้รู้หรือซินแสช่วยเขียนให้ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายตามจำนวนตัวอักษร ทำให้ผู้คนพยายามใช้ถ้อยคำให้น้อยที่สุด แต่สื่อความหมายได้มากที่สุด

จดหมายรักถึงอาม่า ทำให้นึกถึงเรื่องราวที่อาม่าเคยเล่าเกี่ยวกับชีวิตของชาวจีนอพยพในอดีต โดยเฉพาะความยากลำบากที่คนรุ่นก่อนต้องเผชิญหลังเดินทางมาทำงานในสยาม ตอนนั้น คนในหมู่บ้านแต้จิ๋วมักเชื่อว่าผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศมีฐานะดีและประสบความสำเร็จ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากเริ่มต้นจากศูนย์ ทำงานใช้แรงงาน รับจ้างเป็นกรรมกร เผชิญอุปสรรคจากการไม่รู้ภาษา ไม่มีเงินทุน และไม่มีเครือข่ายช่วยเหลือ หลายคนลำบากมาก แต่ไม่เคยเล่าให้ครอบครัวฟัง

“ฉากที่ตัวละครเอกของภาพยนตร์ส่งเงินกลับบ้านให้ภรรยาที่กำลังดูแลลูก 3 คน และเขียนจดหมายว่า สบายดี แม้ชีวิตจริงที่มาอาศัยอยู่ในสยามจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก ต้องโดนข่มเหง โดนรังแก สะท้อนความรู้สึกของชาวจีนโพ้นทะเลในอดีตได้เป็นอย่างดี เพราะพวกเขาไม่ต้องการให้คนในครอบครัวเป็นห่วง และเลือกเก็บความทุกข์ไว้กับตนเอง” พัดชากล่าว

จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

เมื่อกล่าวถึงวลีที่ว่า จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน พัดชาขยายความผ่านวัฒนธรรมแต้จิ๋วอย่างลึกซึ้ง โดยอธิบายว่า ในภาษาแต้จิ๋วมี่คำว่า กากี่นั้ง ที่แปลว่า คนกันเองหรือคนในครอบครัว ในภาพยนตร์ มีฉากหนึ่งที่สะท้อนคุณค่านี้อย่างชัดเจน คือฉากในโพยก๊วนที่มีชายคนหนึ่งต้องการส่งเงินไปไถ่ตัวลูกสาวที่ต้องถูกขายไปเพราะความยากจน เมื่อคนรอบข้างได้รับรู้เรื่องราว ทุกคนต่างยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือโดยไม่ลังเล แม้ไม่ใช่เครือญาติกัน แต่เพราะทุกคนมองว่าเป็น กากี่นั้ง ที่ต้องช่วยเหลือกัน

สมาคมวัฒนธรรมแต้จิ๋วเเละภาษา กับเจตจำนงในการอนุรักษ์

พัดชาเล่าว่า สอนภาษาจีนกลางมาตั้งแต่อายุ 15 ปี ตอนนี้ก็รวมเป็นเวลานานถึง 26 ปี แล้ว ทั้งนี้ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน หลังที่ตัดสินใจเปิดเพจสอนภาษาแต้จิ๋วอย่างจริงจัง และได้รับกระแสตอบรับดีเกินความคาดหมาย

จากการพูดคุยกับนักเรียน พบว่า ภาษาแต้จิ๋วที่ใช้กันในไทยนั้นไม่ใช่ภาษาแต้จิ๋วดั้งเดิม แต่มีการผสมคำไทยเข้าไป และมีความเพี้ยนไปจากภาษาที่ใช้จริงในเมืองซัวเถา ประกอบกับครูสอนภาษาแต้จิ๋วในไทยมีจำนวนน้อยมาก จึงมุ่งมั่นพัฒนาหลักสูตร จัดทำหนังสือเรียน และเปิดเพจสอนภาษาแต้จิ๋วอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าถึงทั้งภาษาและวัฒนธรรมควบคู่กัน

ปัจจุบัน ผู้เรียนภาษาแต้จิ๋วส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยมีผู้เรียนที่มีอายุมากที่สุดสูงถึง 92 ปี ส่วนตัวมองว่า เป็นการขับเคลื่อนแนวคิด เรียนรู้จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต อีกทั้ง การเรียนภาษายังช่วยให้ผู้สูงอายุได้ฝึกใช้ ช่วยลดช่องว่างและสร้างกิจกรรมร่วมกับลูกหลานในครอบครัวได้เป็นอย่างดีผ่านการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน

พัดชาบอกด้วยว่า นอกจากการสอนภาษาแล้ว ยังมีการจัดทริปศึกษาวัฒนธรรม โดยพาผู้เรียนไปที่เมือง
ซัวเถาเพื่อค้นหารากเหง้าและตามหาญาติพี่น้องที่ขาดการติดต่อกันไป และในปัจจุบันเริ่มมีคนรุ่นใหม่ร่วมเดินทางมากขึ้น จากเดิมที่รู้จักแค่เมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง หรือเซี่ยงไฮ้ ก็ได้กลับมาทำความรู้จักซัวเถา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของอากงอาม่า

“ทุกครั้งที่พาลูกศิษย์ไปที่ซัวเถา รู้สึกภาคภูมิใจและอิ่มเอมใจมากที่ได้เห็นผู้คนกลับไปค้นหารากเหง้าของ
ตัวเอง รวมถึงเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างไทยและจีน โดยทุกครั้งที่เดินทาง จะมีการนำเสนอวัฒนธรรมไทย เช่น การใส่ชุดไทย ควบคู่ไปกับการเรียนรู้วัฒนธรรมจีน เพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้คนของทั้งสองประเทศ” พัดชากล่าว

พร้อมบอกว่า ล่าสุด ได้มีการจัดตั้ง สมาคมวัฒนธรรมแต้จิ๋วเเละภาษา เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้สำหรับคนทุกวัย โดยจะไม่ได้มีเพียงแค่การสอนภาษาเท่านั้น แต่จะมีการจัดกิจกรรมวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งการทำขนมแต้จิ๋วโบราณ เขียนพู่กันจีน ตัดกระดาษ ชงชาแบบแต้จิ๋ว ตลอดจนศิลปะการแสดงงิ้ว

นอกจากนั้น ภายในศูนย์จะมีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมเพื่อจัดแสดงวัตถุโบราณ และหลักฐานทางประวัติศาสตร์การโยกย้ายถิ่นฐานของชาวจีนโพ้นทะเล เพื่อให้คนเข้าชมและศึกษาต่อไปด้วย

‘จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ คำกล่าวนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่วลีทางการทูต แต่สายใยความผูกพันระหว่างสองแผ่นดินนั้นลึกซึ้งและหยั่งรากยาวนานในระดับสายสัมพันธ์ของประชาชน