สหรัฐ เดินหน้าคว่ำบาตรเครือ ‘ปรินซ์กรุ๊ป’ โยงสแกมเมอร์ที่มีฐานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน สหรัฐอเมริกา ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อ 9 บุคคล และนิติบุคคล 26 แห่ง ที่เชื่อมโยงกับ ปรินซ์กรุ๊ป โดยระบุเหตุผลถึงความเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการโจรกรรมทางไซเบอร์และขบวนการหลอกลวง หรือสแกมเมอร์ ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ชาวอเมริกัน
การดำเนินการในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากมาตรการของกระทรวงการคลังสหรัฐ เมื่อปี 2025 ที่ได้ระบุชื่อกลุ่มบริษัทข้ามชาติสัญชาติกัมพูชา ให้เป็นกลุ่มที่ถูกคว่ำบาตร ซึ่งเป็นเครือข่ายธุรกิจที่มีผลประโยชน์ครอบคลุม ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ จนถึงการธนาคารและสายการบิน
นายสก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังของสหรัฐ กล่าวในแถลงการณ์ ระบุว่า แต่ละปีศูนย์หลอกลวงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ขโมยเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐจากเหยื่อชาวอเมริกัน
โดยกระทรวงการคลังสหรัฐ ระบุว่า องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มุ่งเป้าโจมตีชาวอเมริกันผ่านกระบวนการฉ้อโกงทางไซเบอร์ และเครือข่ายต้มตุ๋นขนาดใหญ่ จากการประเมินของรัฐบาลสหรัฐ รายงานไว้ว่า ชาวอเมริกันต้องสูญเสียเงินอย่างน้อย 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 ให้กับขบวนการต้มตุ๋นที่มีฐานอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคิดเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้น 66 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
แถลงการณ์ ระบุด้วยว่า เครือข่ายบังคับใช้กฎหมายอาชญากรรมทางการเงิน (FinCEN) ได้เสนอให้มีการปรับเปลี่ยนข้อกำหนดขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับกลุ่มบริษัท ฮุยวัน กรุ๊ป ประจำปี 2025 เพื่อให้ครอบคลุมบริษัท HPay Service PLC และองค์กรใดๆ ที่จะมารับช่วงต่อ โดยหนึ่งในกลโกงที่พบบ่อยที่สุด และทำกำไรมากที่สุด คือ การหลอกลวงให้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล
กระทรวงการคลังสหรัฐ ระบุเพิ่มเติมว่า ฮุยวัน กรุีป มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการฟอกเงินที่ได้จากการโจรกรรมทางไซเบอร์และการหลอกลวงลงทุนในสกุลเงินเสมือนจริง และยังถูกใช้โดย ปรินซ์กรุ๊ป ในการฟอกเงินที่ได้มาจากขบวนการต้มตุ๋นของตนเช่นกัน
ทั้งนี้ ในการดำเนินการที่เกิดควบคู่กัน กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ แถลงว่า ได้เข้ายึดบัญชีระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง ที่ใช้งานโดยบริษัทในเครือของ ฮุยวัน กรุ๊ป ซึ่งมีฐานอยู่ในประเทศกัมพูชาเช่นเดียวกัน และระบุว่า บริษัทในเครือเหล่านี้ได้ช่วยโอนเงินที่ได้จากการฉ้อโกงการลงุทนในคริปโทเคอร์เรนซีและการหลอกลวงทางไซเบอร์ เข้าสู่ระบบธนาคารที่ถูกกฎหมาย
โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ระบุว่า ฮุยวัน กรุ๊ป ใช้บัญชีคลาวด์คอมพิวติ้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีหลัก เพื่อขยับขยาย โยกย้าย และปกติเงินที่ได้จากการฉ้อโกงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งเงินจำนวนมากในนั้นถูกขโมยผ่านศูนย์สแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และว่า บัญชีที่ถูกยึดดังกล่าว มีส่วนช่วยในการดำเนินงานของ ฮุยวัน การันตี หรือที่รู้จักกันในช่อ เหาหวัง การันตี ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้ช่องทางบนแอพพลิเคชั่น “เทเลแกรม” ในการพูดคุยและทำกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ตั้งแต่การขายบัตรเครดิตที่ถูกขโมย ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล ไปจนถึงการค้ามนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้น กิจกรรมเหล่านั้นยังรวมถึงการฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงให้รักและการลงทุนอีกด้วย
เบรตต์ เลเธอร์แมน รองผู้อำนวยการฝ่ายไซเบอร์ของ สำนักงานสอบสวนกลาง หรือ เอฟบีไอ ของสหรัฐ กล่าวว่า การเข้ายึดทรัพย์สินในครั้งนี้ ถือเป็นปฏิบัติการล่าสุดภายใต้ปฏิบัติการริปไทด์ ของเอฟบีไอ ซึ่งเป็นความพยายามที่มีการวางแผนและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือต่างๆที่ถูกใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการฉ้อโกงระดับโลกและกิจกรรมอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการเข้ายึดโครงสร้างพื้นฐานระบบหลังบ้านที่ใช้งานโดย ฮุยวัน กรุ๊ป แสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายสามารถเข้าขัดวางและทำลายส่วนประกอบสำคัญของระบบนิเวศอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้อย่างไร และยังทำให้พวกอาชญากรโยกย้ายหรือหาผลประโยชน์จากเงินที่ได้มาโดยผิดกฎหมายได้ยากลำบากยิ่งขึ้น
ข่าวระบุว่า ในกลุ่มบุคคลที่เป็นเป้าหมายในการคว่ำบาตรของกระทรวงการคลังสหรัฐในครั้งนี้ มีนาย หู เสี่ยวเว่ย ซึ่งทางการสหรัฐระบุว่า เป็นระดับรองผู้บัญชาการของปรินซ์กรุ๊ป และยังเป็น “พี่ใหญ่” ของ เฉิน จื้อ ผู้นำของกลุ่มบริษัท ปรินซ์กรุ๊ป ที่เคยถูกคว่ำบาตรไปแล้วเมื่อปี 2025
โดยกระทรวงการคลัง ระบุว่า นายหู เป็นผู้ควบคุมบริษัท 3 แห่งในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ได้แก่ Eagle Fortitude Limited, Leisure Focus Limited และ Future King Inc. ซึ่งนายหูได้ใช้บริษัทหลังสุดนี้ ในการเป็นเจ้าของเครือข่ายบริษัทขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับการบริหารจัดการเงินทุนและอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ
ทั้งนี้ นายเฉิน จื้อ ถูกจับกุมตัวและส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศจีนเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากเกิดการสืบสวนร่วมกันระหว่างสหรัฐ และจีน เกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยรัฐบาลปักกิ่ง ได้ทำการสืบสวน ปรินซ์กรุ๊ป มาตั้งแต่ปี 2020 และจีนเองก็มีสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับประเทศกัมพูชา

