หน้าแรก ต่างประเทศ เปิดประวัติผู...

เปิดประวัติผู้ประนอมไทย-กัมพูชา

26.06.26 | 10:38 น.

เปิดประวัติผู้ประนอมไทย-กัมพูชา

หลังจากกัมพูชาริเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) พร้อมเสนอชื่อผู้ประนอม 2 คน ได้แก่ นายปีเตอร์ ทักเซอ-ยักเซน และ ศาสตราจารย์ฌ็อง-มาร์ก ดูเวอแน็งเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในที่สุดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เปิดเผยรายชื่อผู้ประนอมของฝ่ายไทย 2 คนอย่างเป็นทางการ ได้แก่ รือดิเกอร์ โวล์ฟรุม นักกฎหมายชาวเยอรมัน และ อัลเบิร์ต เจ ฮอฟฟ์แมน นักกฎหมายชาวแอฟริกาใต้ โดยทั้งสองเคยดำรงตำแหน่งประธานศาลกฎหมายทะเล (International Tribunal for the Law of the Sea: ITLOS)

เมื่อได้ผู้ประนอมฝ่ายละ 2 คนครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว กระบวนการถัดไปของการประนอมฯ คือการคัดเลือกบุคคลที่ 5 เพื่อดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการประนอมระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งกระบวนการนี้จะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการทั้งสิ้น 1 เดือนก่อนเริ่มการเจรจาอย่างเป็นทางการ

ในโอกาสนี้ “มติชน” จึงชวนสำรวจประวัติและประสบการณ์ทำงานที่โดดเด่นของผู้ประนอมฝ่ายไทยคือ รือดิเกอร์ โวล์ฟรุม และ อัลเบิร์ต เจ ฮอฟฟ์แมน รวมถึงฝ่ายกัมพูชาคือ ปีเตอร์ ทักเซอ-ยักเซน และ ศาสตราจารย์ฌ็อง-มาร์ก ดูเวอแน็ง ไปด้วยกัน

ผู้ประนอมฝ่ายไทย: อดีตประธานศาลกฎหมายทะเล

Advertisement

ผู้ประนอมฝ่ายไทยคนแรกมีนามว่า รือดิเกอร์ โวล์ฟรุม (Rüdiger Wolfrum) อายุ 84 ปี เป็นชาวเยอรมันผู้มีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะนักกฎหมายและนักวิชาการกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญกฎหมายทะเลโดยเฉพาะ โดยในด้านนักกฎหมาย โวล์ฟรุมเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ ประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS) ระหว่างปี 2548-2551 และเป็นผู้พิพากษาศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศปี 2539-2560 นอกจากนี้ยังเป็นกรรมการคณะกรรมการสหประชาชาติว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติระหว่างปี 2533-2543 ซึ่งเขาได้รับการเลือกตั้งถึงสองวาระ อีกทั้งเป็นหนึ่งในผู้ประนอมในการประนอมภาคบังคับระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลียเมื่อปี 2016-2018

สำหรับบทบาททางด้านวิชาการ เขาเป็นศาสตราจารย์ประจำด้านกฎหมายมหาชนภายในประเทศและกฎหมายมหาชนระหว่างประเทศ และผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยคีล ระหว่างปี 2525-2536

ปัจจุบัน โวล์ฟรุมดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ เป็นศาสตราจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยไฮเดลแบร์ก กรรมการบริหาร Law of the sea Institute แห่งมหาวิทยาลัยฮาวายและมหาวิทยาลัยไมอามี นอกจากนี้ยังเป็นกรรมการสมาคมกฎหมายระหว่างประเทศ สาขาเยอรมัน รวมถึงผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์ของสถาบัน Max Planck Institute for Comparative Public Law and International Law อีกด้วย

ด้านผู้ประนอมฝ่ายไทยคนที่สองมีนามว่า อัลเบิร์ต เจ ฮอฟฟ์แมน (Albert J. Hoffmann) นักกฎหมายชาวแอฟริกาใต้ อายุ 71 ปี ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทะเล เช่นเดียวกับโวล์ฟรุม ฮอฟฟ์แมนเคยดำรงตำแหน่งประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศในช่วงปี 2563-2566 รวมถึงเป็นรองประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ 2554-2557 โดยในปัจจุบัน เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาด้านเขตทะเลให้แก่กลุ่มประเทศเครือจักรภพ

ประสบการณ์การทำงานด้านกฎหมายของฮอฟฟ์แมนที่โดดเด่น อาทิ การเป็นทนายความประจำศาลฎีกาแห่งแอฟริกาใต้ในปี 2526 การเป็นคณะกรรมาธิการทวิภาคีว่าด้วยการกำหนดเขตทางทะเล ระหว่างแอฟริกาใต้/นามิเบีย กับแอฟริกาใต้/โมซัมบิกระหว่างปี 2529-2542 นอกจากนี้ยังเป็นประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายและวิชาการและประธานคณะกรรมาธิการประนอมข้อพิพาทขององค์กรพื้นดินท้องทะเลระหว่างประเทศเมื่อปี 2545-2548 รวมถึงผู้อำนวยการใหญ่กองกฎหมายกระทรวงการต่างประเทศแอฟริกาใต้เมื่อปี 2547-2548

กล่าวได้ว่า ผู้ประนอมของฝ่ายไทยทั้งสองคนล้วนแล้วแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลโดยเฉพาะ มีประสบการณ์โดยตรงซึ่งเป็นที่ยอมรับในเวทีระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (International Tribunal for the Law of the Sea: ITLOS) ในวาระที่ต่างกัน

ผู้ประนอมฝ่ายกัมพูชา : อดีตประธานกมธ.ประนอมภาคบังคับ

ผู้ประนอมฝ่ายกัมพูชามีนามว่า นายปีเตอร์ ทักเซอ-เยนเซน เกิดปี 2502 อายุ 66 ปี เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ปัจจุบันเป็นเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำอิตาลี มอลตา และซานมารีโน แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือ เขาเป็นประธานในคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับของสหประชาชาติ (UNCLOS) ในกรณีออสเตรเลีย-ติมอร์ เลสเตในช่วงปี 2559-2561 จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาได้รับเลือกให้เป็นผู้ประนอมในกรณีข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย

เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนในปี 2529 จากนั้นเริ่มทำงานที่สำนักงานกฎหมายครอบครัวของเดนมาร์กในช่วงปี 2529-2530 ต่อมาเข้ารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์กในช่วงปี 2530-2532 และเขาดำรงตำแหน่งเลขานุการสถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์ก ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ระหว่างปี 2532–2535

หลังจากเดินทางกลับประเทศ เขาได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าหน่วยงานด้านนโยบายความมั่นคงของกระทรวงต่างประเทศเดนมาร์กในช่วงปี 2535-2538 จากนั้นจึงไปปฏิบัติหน้าที่ที่คณะผู้แทนถาวรของเดนมาร์กประจำสหภาพยุโรป ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศ และในปี 2547 ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตควบคู่กับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายกฎหมาย

ขณะเดียวกัน เขายังเป็นอาจารย์พิเศษด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ระหว่างปี 2546-2551 และได้รับการแต่งตั้งจากนายบัน คีมุน เลขาธิการสหรประชาชาติในขณะนั้น ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายกิจการกฎหมาย ในช่วงปี 2551-2553 ก่อนจะไปรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศสำคัญๆ ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา อินเดีย ญี่ปุ่น ก่อนจะดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำอิตาลี ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน

ผู้ประนอมฝ่ายกัมพูชาคนที่สองมีนามว่า ศ.ฌ็อง-มาร์ก ตูเวอแน็ง เกิดวันที่ 17 เมษายน 2508 อายุ 61 จบการศึกษาปริญญาโท สาขากฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายยุโรป มหาวิทยาลัยปารีส นองแตร์ ปริญญาเอก สาขากฎหมายมหาชน มหาวิทยาลัยปารีส นองแตร์ และสอบผ่าน agrégation ด้านกฎหมายมหาชน ซึ่งเป็นคุณวุฒิทางวิชาการระดับสูงของประเทศฝรั่งเศส

เขามีประวัติการทำงานที่ยาวนานในการเข้าไปมีส่วนร่วมในคดีระหว่างประเทศ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ณ มหาวิทยาลัยปารีส น็องแตร์ และดำรงตำแหน่งเลขาธิการสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศแห่งกรุงเฮก

ตูเวอแน็งมีประสบการณ์มากกว่า 30 ปีในการให้คำปรึกษาและเป็นตัวแทนของรัฐต่างๆ ต่อหน้าศาลและศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เขาได้ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลต่างๆ ทั้งจากทวีปแอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชีย ลาตินอเมริกาและยุโรป ในคดีสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง และการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ

เขามีความเชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องกฎหมายทะเล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การตีความสนธิสัญญา กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ และการเยียวยาความเสียหาย

ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ตูเวอแน็งได้ทำหน้าที่สำคัญในฐานะที่ปรึกษากฎหมายและทนายว่าความให้แก่ประเทศยูเครนในคดีฟ้องร้องต่อประเทศรัสเซีย

ตูเวอแน็งทำหน้าที่ว่าความอย่างสม่ำเสมอต่อหน้าศาลและศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศหลักๆ ซึ่งรวมถึง ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ หรือศาลโลก) ศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (PCA) ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS) และศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (CJEU)

กล่าวได้ว่ากัมพูชาเลือกผู้ประนอมทั้งสองคนจากความเชี่ยวชาญที่แตกต่างแต่เกื้อหนุนกัน โดย นายทักเซอ-เยนเซนาย มีจุดเด่นด้านการทูตและการประนอมข้อพิพาทระหว่างประเทศ ขณะที่ ศ.ตูเวอแน็ง เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายทะเล ทำให้ทั้งสองได้รับการยอมรับในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่มีบทบาทสำคัญในการแสวงหาทางออกอย่างสันติให้แก่ข้อพิพาทระหว่างประเทศ

คณะประนอมมีหน้าที่อะไร :

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงว่า คณะกรรมาธิการประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ ภายใต้ UNCLOS จะไม่ทำหน้าที่เป็นศาล และไม่มีอำนาจออกคำตัดสินที่มีผลผูกพัน เกี่ยวกับข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา

บทบาทของคณะกรรมาธิการคือ อำนวยความสะดวกในการหารือและเสนอแนวทางสำหรับการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศ โดยไทยมีจุดยืนว่าขอบเขตเบื้องต้นของกระบวนการประนอมควรมุ่งไปเน้นที่ การกำหนดเขตแดนทางทะเลและขอบเขตไหล่ทวีปก่อน ขณะที่กัมพูชามุ่งเน้นไปที่การหารือเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วม (Joint Development Area: JDA) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ MOU2544 ที่ทั้งสองประเทศเคยตกลงร่วมกันไว้ จึงควรได้รับการพิจารณาภายใต้กระบวนการเจรจา ขณะที่ฝ่ายไทยยืนยันว่าควรให้ความสำคัญกับการกำหนดเขตแดนทางทะเลและพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนให้มีความชัดเจนเสียก่อน จึงจะสามารถพิจารณาประเด็นการพัฒนาทรัพยากรร่วมกันได้

ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า กระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS จะนำมาซึ่งสันติภาพหรือความวุ่นวายใหม่ระหว่างสองประเทศ และเมื่อใดที่เราจะก้าวพ้นปัญหาข้อพิพาทกับเพื่อนบ้นอย่างกัมพูชาเสียที