“สุนทราอาลักษณ์เจ้าจักรพาฬ” ที่กรุงบากู
ผมเกษียณอายุราชการเมื่อ 1 ตุลาคม 2568 โดยตำแหน่งสุดท้ายคือ เอกอัครราชทูตไทยประจำตุรกี ที่ทำหน้าที่เป็นทูตไทยประจำประเทศใกล้เคียงอีกสี่ประเทศ (โดยดูแลไปจากสถานทูตไทยที่กรุงอังการา) รวมทั้งประจำสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานด้วย เพราะเรายังไม่ได้เปิดสถานทูตที่นั่น
ในหน้าที่นี้ ผมจึงได้ไปเยือนอาเซอร์ไบจานหลายครั้งในภารกิจต่างๆ และครั้งหนึ่งก็ได้ติดตามคณะท่านภราดร ปริศนานันทกุล ซึ่งขณะนั้นเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง นำคณะรัฐสภาไทยทั้ง สส. และ สว. ไปร่วมประชุมสมัชชารัฐสภาเอเชีย ที่กรุงบากู เมืองหลวงของอาเซอร์ไบจาน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ตามคำเชิญของรัฐสภาอาเซอร์ไบจาน
ตามแบบพิธีการทั่วไปของการไปร่วมประชุมเช่นนี้ รัฐสภาเจ้าภาพก็จัดให้หัวหน้าคณะรัฐสภาอาคันตุกะได้เข้าคารวะมาดาม Gafarova ประธานรัฐสภาอาเซอร์ไบจาน และยังจัดให้มีการพบหารือข้อราชการแบบเต็มคณะระหว่างคณะฝ่ายไทย กับฝ่ายอาเซอร์ไบจานที่นำโดยท่าน Rafael Baba Hüseynov รองประธานรัฐสภา
อาเซอร์ไบจาน ด้วย (อาเซอร์ไบจานใช้ระบบสภาเดียว ไม่มีวุฒิสภา)

การหารือข้อราชการครั้งนั้นจัดเต็มตามรูปแบบพิธี หัวหน้าคณะฝ่ายอาเซอร์ไบจานกล่าวเป็นภาษาอาเซรีของท่าน (คล้ายภาษาเติร์ก) มีล่ามทางการฝ่ายเขาแปลออกเป็นภาษาอังกฤษ แล้วล่ามของรัฐสภาไทยก็แปลเป็นภาษาไทยอีกที ส่วนหัวหน้าคณะฝ่ายไทยก็ใช้ภาษาไทยผ่านล่ามแปลกลับไปสองต่อเช่นนั้นเหมือนกัน ด้วยเหตุผลทางศักดิ์ศรีของประเทศ ซึ่งผมเคยเจอมาอยู่บ้างในการหารือทางการบางครั้งกับบางชาติ ที่ผู้ใหญ่ฝ่ายเขาเลือกพูดภาษาของชาติตนในการเจรจาความเมือง แล้วให้ล่ามแปล ทั้งๆ ที่ที่จริงบางทีผู้ใหญ่ท่านนั้นรู้ภาษาอังกฤษดีกว่าล่ามเสียอีก (ขนาดแก้ล่ามของท่านเองได้เมื่อแปลไม่ถูกใจก็มี) แต่ก็ยังยืนยันที่จะใช้ภาษาของตัวเองอยู่ดี เป็นแนวปฏิบัติทางการทูตอย่างหนึ่งที่พบเห็นได้อยู่
(กรณีท่านรองประธาน Hüseynov ก็เช่นกัน เมื่อลุกจากโต๊ะประชุมทางการมาโอภาปราศรัยกันภายหลังแล้ว ปรากฏว่าที่แท้ท่านสนทนาภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียว เพราะตามประวัตินั้น ท่านจบปริญญาเอกด้านบูรพศึกษาแล้วก็เคยไปสอนหนังสือที่ออกซฟอร์ดในอังกฤษอยู่หลายปี)
การหารือวันนั้นก็เป็นเรื่องปกติที่จะมีการยกประเด็นความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-อาเซอร์ไบจาน ในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างสองรัฐสภา หัวหน้าคณะทั้งสองท่านต่างก็หารือผ่านภาษาไทย อังกฤษ และอาเซรี กันไปมาตามประเด็นสนทนาที่เตรียมไว้ จนมาถึงตอนหนึ่ง ท่านรองฯ Hüseynov กล่าวอะไรยาวเป็นภาษาอาเซรี ล่ามก็แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า ท่านเคยเป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ Nizami Ganjavi Museum of Azerbaijani Literature (ตั้งชื่อตามกวีเรืองนามผู้หนึ่งของเขา) และเป็นผู้จัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ด้วย ครั้งหนึ่งท่านเคยจัดรายการเป็นภาษาอาเซรีทางวิทยุ แนะนำกวีชั้นนำของโลกให้คนอาเซอร์ไบจานรู้จัก หนึ่งในกวีที่ท่านนำมาเล่าออกอากาศนั้นเป็นกวีไทย โดยท่านยกบทกลอนของกวีไทยท่านนั้นบทหนึ่งมาด้วยว่า “สำหรับคนที่ยังรักกันอยู่นั้น รับประทานซุปที่ต้มเพียงแต่ผักก็บอกว่าหวานชื่นใจ แต่เมื่อแหนงหน่ายกันไปแล้ว แม้แต่น้ำตาลก็ไม่หวาน”
พอล่ามแปลจบ คณะไทยก็ฮือฮากันเลยทีเดียว เพราะแม้จะผ่านการแปลของล่ามมาแล้ว พวกเราต่างก็ยังจำกันได้ว่า กวีท่านนั้นคือท่านสุนทรภู่ และบทกลอนที่ท่าน Hüseynov ร่ายมานั้น ก็คือฝีปากท่านสุนทรภู่บทนี้นี่เอง
“เขาย่อมเปรียบเทียบความว่ายามรัก แต่น้ำผักต้มขมชมว่าหวาน ครั้นจืดจางห่างเหินไปเนินนาน แต่น้ำตาลก็ว่าเปรี้ยวไม่เหลียวแลฯ” (- พระอภัยมณี)

พอเจอท่านหัวหน้าคณะฝ่ายอาเซอร์ไบจานทักมาอย่างไม่ได้คาดคิดเช่นนี้ ผมก็ตัดสินใจอย่างปัจจุบันทันด่วนว่า ถ้าจะเลียนสำนวนในพระราชพงศาวดารก็ต้องว่า เมื่อฝ่ายเขาไสช้างออกมาปราศรัยเสียขนาดนี้แล้ว ฝ่ายเราจะยืนช้างอยู่ใต้ร่มไม้เฉยๆ ก็กระไร จำจะต้องทักตอบไปบ้าง คิดเร็วๆ ในหัวแล้วผมจึงหันมาขออนุญาตท่านหัวหน้าคณะไทย กล่าวตอบไปเป็นภาษาอังกฤษเสียเลย (ทุ่นแรงล่ามฝ่ายไทยเราแปลไปได้ต่อหนึ่ง) ว่า ขอขอบพระคุณท่านรองประธานฯ ที่กรุณาอ้างถึงมหากวีไทย คือท่านสุนทรภู่ และยังอ้างถึงวรรคทองวรรคหนึ่งในงานของท่านได้อย่างถูกต้องด้วย ทำให้คณะฝ่ายเราประทับใจอย่างยิ่ง ในฐานะที่ตัวผมเองมีอาชีพเป็นนักการทูตอยู่ ก็ยังพอจำได้ถึงกลอนอีกบทหนึ่งของท่านสุนทรภู่ที่จะขอยกมาตอบท่านรองประธานเป็นการแสดงคารวะ ว่าดังนี้
“ปรารถนาสารพัดในปัถพี เอาไมตรีแลกได้ดังใจจง”
“Anything one might desire in the world, one may obtain it via friendship.”
(ผมกลับมาตรวจสอบความทรงจำของผมเองทีหลัง ได้ความว่า กลอนบทนี้มาจาก เพลงยาวถวายโอวาท)
สังเกตได้ว่าเมื่อผมแปลบทกลอนของท่านสุนทรภู่เป็นภาษาอังกฤษนั้น ท่านรองฯ Hüseynov ฟังแล้วก็อมยิ้มตั้งแต่ล่ามของท่านยังไม่ทันได้แปลออกเป็นภาษาอาเซรีเลย (แสดงว่าท่านฟังออก) แล้วท่านก็กล่าวเชิญชวน (โดยยังใช้ภาษาอาเซรีอยู่) ว่า หากทูตไทยได้มีโอกาสกลับมาเยือนกรุงบากูอีก ก็ขอเชิญไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์วรรณกรรมอาเซอร์ไบจานบ้าง อนึ่ง ท่านยังเห็นว่า น่าจะมีการศึกษาเปรียบเทียบงานของท่านมหากวีสุนทรภู่กับท่าน Nizami ซึ่งเป็นกวีเปอร์เซียลือนาม ที่อาเซอร์ไบจาน (และอีกหลายประเทศในแถบนั้น) ถือว่าเป็นกวีแห่งชาติของเขา ด้วย
ผมบินกลับกรุงอังการา โดยมีการบ้านติดมาด้วยคือ ตั้งใจไว้ว่าจะต้องหาหนังสือแนะนำวรรณกรรมไทย
(ถ้าได้ของสุนทรภู่ได้ยิ่งดี) ในภาษาอังกฤษหรือภาษารัสเซีย ส่งกลับไปให้ท่าน Hüseynov อ่านให้จงได้ และต้องรายงานกรุงเทพฯ เกี่ยวกับคำแนะนำของท่าน Hüseynov นี้ด้วย กับอีกข้อหนึ่งก็คือ คงต้องพยายามศึกษางานของท่าน Nizami บ้าง และถ้าได้กลับไปกรุงบากูอีกก็คงต้องหาเวลาไปทักทายท่านที่ในพิพิธภัณฑ์วรรณกรรมอาเซอร์ไบจานด้วย จนถึงบัดนี้ผมได้ทำการบ้านเสร็จไปเพียงบางส่วน คือรายงานให้กรุงเทพฯ พิจารณามิติความร่วมมือทางวรรณกรรมไทย-อาเซอร์ไบจานตามที่ท่านรองประธานฯ เสนอมา ไปแล้ว และหาหนังสือเกี่ยวกับงานของท่านสุนทรภู่เป็นภาษาอังกฤษ ส่งผ่านสถานทูตอาเซอร์ไบจานในกรุงอังการาไปยังท่านรองประธาน Hüseynov แล้ว (เผอิญหาฉบับรัสเซียให้ท่านไม่ได้) ส่วนการบ้านที่เหลือคือ การหาเวลาศึกษางานของท่านกวี Nizami และการไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์วรรณกรรมอาเซอร์ไบจานนั้น ผมยังไม่ทันได้ทำจนกระทั่งเกษียณและกลับมาประเทศไทย ได้แต่หวังว่าคงได้กลับไปทำภารกิจที่ค้างไว้นี้ที่กรุงบากูสักครั้งหนึ่ง
“หนึ่งขอฝากปากคำทำหนังสือ ให้สืบชื่อชั่วฟ้าสุธาสถาน
สุนทราอาลักษณ์เจ้าจักรพาฬ พระทรงสารศรีเศวตเกศกุญชร” (- นิราศพระประธม)
จากงานหลายชิ้นของท่านมหากวีสุนทรภู่ที่พูดไว้ถึงตัวท่านเอง เรารู้สึกได้ว่า ท่านภูมิใจในความเป็นกวีของท่านอยู่มาก เช่นในบทที่ยกมาข้างบนนี้ ท่านถือว่าตัวท่านนั้นเป็นถึง “อาลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดินไทยผู้ทรงมีช้างเผือกมาสู่พระบารมี” (มักตีความกันว่า ท่านหมายถึงรัชกาลที่ 2) แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่านั้นก็คือ การที่ท่านตระหนักว่า ผลงานเชิงหนังสือที่ท่านฝากไว้นั้นจะเลื่องลือสืบไปชั่วฟ้าดิน อีกด้วย
อีกบทหนึ่งจาก เพลงยาวถวายโอวาท (คือ ผลงานชิ้นเดียวกับที่มีวรรคทองที่ตัวผมเองได้อ้างไปใช้ตอบท่านรองประธาน Hüseynov) นั้น ท่านก็ยังประกาศไว้อย่างทรนงองอาจอีก ว่า
“อย่างหม่อมฉันอันที่ดีแลชั่ว ถึงลับตัวก็แต่ชื่อเขาลือฉาว เป็นอาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว เขมรลาวลือเลื่องถึงเมืองนครฯ”
หากท่านสุนทรภู่ใน “สรวงสวรรค์ชั้นกวีรุจีรัตน์” (ตามที่ น.ม.ส. ทรงเรียก) จะสามารถรับรู้ได้โดยวิถีทางใด ท่านก็คงยินดีว่า ถึงแม้ท่านจะ “ลับตัว” ไปแล้วนานกว่า 170 ปี แต่ชื่อเสียงของท่านในสมัยนี้ ก็ได้ “ลือฉาว” พ้นเลยจากกัมพูชา ลาว และนครศรีธรรมราชไปแล้ว คือกระฉ่อนไปไกลจนถึงอาเซอร์ไบจานในคอเคซัสใต้โน่นทีเดียว ซึ่งถ้ากระทรวงวัฒนธรรมไทยในปัจจุบันจะสามารถดำเนินการให้มีการลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรมกับอาเซอร์ไบจานได้ ตามที่ท่านวีระ โรจน์พจน์รัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมสมัยหนึ่งเคยไปรับปากเขาไว้หลายปีแล้ว (และฝ่ายนั้นเขายังจำได้และยกขึ้นมาทวงกับผมอยู่เป็นระยะ) กิจกรรมความร่วมมืออันหนึ่งที่เป็นไปได้มากก็คือ การศึกษากวีนิพนธ์เปรียบเทียบ ระหว่างนักเลงกลอนไทยและอาเซอร์ไบจาน นี่เอง
ยิ่งถ้าเผลอๆ ได้นักเลงกลอนระดับรองประธานรัฐสภามาร่วมสนุกด้วย ก็ยิ่งดี!

