หน้าแรก ต่างประเทศ ศาลฎีกาปัดตกน...

ศาลฎีกาปัดตกนโยบายทรัมป์ ห้ามสิทธิพลเมืองโดยกำเนิด ไฟเขียวห้ามนักกีฬาข้ามเพศ

1.07.26 | 08:06 น.
REUTERS

ศาลฎีกาปัดตกนโยบายทรัมป์ ห้ามสิทธิพลเมืองโดยกำเนิด ไฟเขียวห้ามนักกีฬาข้ามเพศ

ศาลฎีกาสหรัฐสร้างความพ่ายแพ้อย่างเจ็บปวดให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 30 มิถุนายน หลังมีคำพิพากษาปฏิเสธความพยายามของทรัมป์ที่จะจำกัดสิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิดในวันสุดท้ายการพิจารณาคดีประจำปีที่มีความสำคัญยิ่ง ขณะเดียวกันก็อนุญาตให้รัฐต่างๆ ห้ามนักกีฬาข้ามเพศเข้าร่วมทีมกีฬาหญิง และยกเลิกข้อจำกัดด้านการเงินในการหาเสียงเพิ่มเติม

วาระการประชุมประจำปีของศาลสูงสุดของสหรัฐซึ่งกินเวลา 9 เดือน เต็มไปด้วยคำตัดสินคดีสำคัญหลายคดี โดยทรัมป์ได้รับชัยชนะครั้งใหญ่หลายเรื่อง อาทิ ประเด็นอำนาจของประธานาธิบดีและนโยบายด้านการย้ายถิ่นฐาน แต่ก็พ่ายแพ้ในหลายคดีตั้งแต่มาตรการภาษีศุลกากร การปลดเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และล่าสุดคือประเด็นสิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิด

ปัจจุบันศาลฎีกาสหรัฐมีผู้พิพากษา 9 คน โดยฝ่ายอนุรักษนิยมครองเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้พิพากษา 3 คนที่ทรัมป์เป็นผู้แต่งตั้ง

การจำกัดสิทธิการได้รับสัญชาติโดยกำเนิดเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญที่สุดในการปราบปรามการเข้าเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเขาได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเรื่องนี้ในวันแรกที่กลับเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปีที่แล้ว

จอห์น โรเบิร์ตส์ หัวหน้าผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นผู้เขียนคำตัดสินด้วยคะแนน 6 ต่อ 3 ระบุว่า คำสั่งของทรัมป์ละเมิดข้อความในมาตรา 14 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐ ที่รับประกันสิทธิการเป็นพลเมืองแก่ทุกคนที่เกิดในสหรัฐอเมริกา โดยมีข้อยกเว้นที่มีขอบเขตจำกัด

Advertisement

รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 14 ซึ่งได้รับการให้สัตยาบันในปี 1868 หลังสงครามกลางเมืองที่ยุติระบบทาสในสหรัฐอเมริกา มอบสัญชาติให้แก่ผู้ที่เกิดในสหรัฐอเมริกาซึ่งอยู่ภายใต้เขตอำนาจของสหรัฐ มีข้อยกเว้นเพียงบางกรณี เช่น บุตรของนักการทูตต่างชาติ หรือบุตรของสมาชิกของกองศัตรูที่เข้ากำลังยึดครองดินแดนสหรัฐ

“สัญชาติในอดีตและปัจจุบัน หมายถึงสิทธิที่จะมีสิทธิทั้งหลาย และสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในชุมชนทางการเมืองของเราได้อย่างเสรี” โรเบิร์ตส์เขียนในคำวินิจฉัย พร้อมเสริมว่า ผู้ร่างบทแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมฉบับที่ 14 ได้ขยายคำมั่นสัญญาดังกล่าวให้ครอบคลุมถึงทุกคนที่เกิดมาอย่างอิสระเสรีในประเทศนี้ และเรายังคงรักษาสัญญานั้นไว้ในวันนี้

คำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์สั่งให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางไม่รับรองสัญชาติของเด็กที่เกิดในสหรัฐอเมริกา หากบิดาหรือมารดาไม่ใช่พลเมืองอเมริกันหรือเป็นผู้มีถิ่นพำนักถาวรตามกฎหมาย หรือผู้ถือ “กรีนการ์ด” โดยนักวิจารณ์กล่าวหาว่าแนวทางดังกล่าวของทรัมป์ถือเป็นการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติและศาสนา

ก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย ศาลได้ประเมินว่าคำสั่งของทรัมป์อาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางกฎหมายของทารกราว 250,000 คนที่เกิดในแต่ละปี และอาจทำให้ครอบครัวของทารกอีกหลายล้านคนต้องพิสูจน์สถานะพลเมืองของทารกแรกเกิดของตน

“คำตัดสินของศาลยืนยันคำมั่นสัญญาพื้นฐานของอเมริกาอีกครั้งว่า หากคุณเกิดที่นี่ คุณคือพลเมือง และประธานาธิบดีไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญด้วยคำสั่งฝ่ายบริหารได้” เซซิลเลีย หวัง ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายแห่งชาติของ ACLU ซึ่งเป็นผู้ว่าความในคดีนี้ต่อศาลฎีกาแทนผู้ยื่นฟ้องกล่าว

หลังคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในวันอังคาร ทรัมป์เขียนบนแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขาว่า คำตัดสินดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่งสำหรับประเทศของเรา พร้อมเรียกร้องให้รัฐสภาดำเนินการเพื่อยุติการให้สัญชาติโดยกำเนิด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงและไม่เป็นยุติธรรมต่อประเทศของเรา

ขณะเดียวกันประเด็นเรื่องนักกีฬาข้ามเพศได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและการเมืองของอเมริกา

กฎหมายในรัฐเวสต์เวอร์จิเนียและไอดาโฮกำหนดให้ทีมกีฬาในโรงเรียนรัฐรวมถึงมหาวิทยาลัยต้องแบ่งตาม “เพศทางชีววิทยา” และห้าม “นักเรียนชาย” เข้าร่วมทีมหญิง รัฐทั้งสองกล่าวว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นการรักษาการแข่งขันที่เป็นธรรมและปลอดภัยสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิง ขณะที่ในรัฐอื่นๆ อีก 25 รัฐมีกฎหมายที่คล้ายคลึงกัน

นักวิจารณ์มองว่ามาตรการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีสิทธิของชาวอเมริกันข้ามเพศในวงกว้างโดยทรัมป์และรัฐต่างๆ

เมื่อวันอังคาร ศาลฎีกาได้พลิกคำตัดสินของศาลชั้นต้นที่เข้าข้างนักเรียนข้ามเพศที่ท้าทายการห้ามในสองรัฐดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติของรัฐบาลกลาง

ศาลตัดสินด้วยคะแนนเสียง 9-0 ว่ากฎหมายของรัฐไม่ได้ละเมิดกฎหมายสิทธิพลเมืองมาตรา 9 ที่ห้ามการเลือกปฏิบัติในการศึกษา “บนพื้นฐานของเพศ” ขณะเดียวกัน ผู้พิพากษามีแนวคิดที่แบ่งไปตามแนวคิดทางการเมือง โดยผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษ์นิยม 6 คนเป็นเสียงข้างมาก ในการวินิจฉัยเพิ่มเติมว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้ละเมิดการรับประกันความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายตามมาตรา 14 ของรัฐธรรมนูญรั ที่บรองการได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

“สอดคล้องกับมาตรา 9 และบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน เราเห็นว่ารัฐต่างๆ สามารถคงไว้ซึ่งกีฬาสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิงที่เป็นเพศหญิงทางชีววิทยาได้ รัฐสามารถกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิแข่งขันกีฬาของผู้หญิงและเด็กหญิงโดยพิจารณาจากเพศทางชีววิทยาได้ รัฐธรรมนูญและมาตรา 9 ไม่ได้กำหนดให้ต้องมีการปฏิรูปหรือปรับเปลี่ยนระบบกีฬาของผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วอเมริกา” ผู้พิพากษาหัวอนุรักษ์นิยม เบรตต์ คาวานาห์ เขียนไว้ในคำตัดสิน

ทรัมป์โพสต์บน Truth Social หลังคำตัดสินดังกล่าวว่า “ชัยชนะครั้งใหญ่: ศาลฎีกาสหรัฐฯ เพิ่งตัดสินคัดค้านการที่ผู้ชายเล่นกีฬาของผู้หญิง ว้าว! เรื่องไร้สาระจะได้หมดไปเสียที!!!”

นี่เป็นการตัดสินครั้งสำคัญครั้งที่สองของศาลที่ต่อต้านโจทก์ที่เป็นคนข้ามเพศภายในระยะเวลาหนึ่งปี ในคดีจากรัฐเทนเนสซีในเดือนมิถุนายน 2025 ศาลอนุญาตให้รัฐต่างๆ ห้ามการรักษาทางการแพทย์เพื่อยืนยันเพศสภาพสำหรับผู้เยาว์ที่เป็นคนข้ามเพศ

นอกจากนี้ศาลฎีกายังได้มีคำตัดสินคัดค้านข้อจำกัดด้านการระดมทุนทางการเมืองต่างๆ อีกด้วย โดยนับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ศาลฎีกาสหรัฐได้มีคำวินิจฉัยยกเลิกข้อจำกัดด้านการเงินหาเสียงเลือกตั้งหลายประการ และในวันอังคาร ศาลก็เข้าข้างฝ่ายผู้ฟ้องที่เป็นสมาชิกพรรครีพับลิกัน ซึ่งรวมถึงเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ ในคดีที่คัดค้านข้อจำกัดของรัฐบาลกลางเกี่ยวกับการใช้จ่ายร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง ขณะที่คณะกรรมการหลักของพรรครีพับลิกันกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน โดยมีความได้เปรียบด้านเงินทุนเหนือพรรคเดโมแครตอย่างชัดเจน

ศาลมีมติ 6 ต่อ 3 โดยคาวานอห์เป็นผู้เขียนคำวินิจฉัย และได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยม ซึ่งศาลเห็นว่า เพดานวงเงินปัจจุบันที่กำหนดจำนวนเงินซึ่งพรรคการเมืองสามารถใช้จ่ายในการหาเสียงร่วมกับผู้สมัครโดยได้รับข้อมูลหรือคำแนะนำจากผู้สมัครนั้น เป็นการละเมิดบทบัญญัติของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐ ฉบับที่ 1 ซึ่งคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและห้ามรัฐบาลจำกัดเสรีภาพดังกล่าว

ในช่วงวาระการพิจารณาคดีของศาลฎีกา 9 เดือนที่ผ่านมา ศาลได้มีคำตัดสินที่สำคัญหลายประการ โดยในเดือนกุมภาพันธ์ ศาลได้ปฏิเสธมาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกของทรัมป์ที่ดำเนินการภายใต้กฎหมายที่ใช้สำหรับภาวะฉุกเฉินระดับชาติ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ศาลฎีกาสนับสนุนการที่ทรัมป์ปลดสมาชิกคณะกรรมาธิการการค้าของสหรัฐออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นการขยายอำนาจของประธานาธิบดีในการกำกับดูแลหน่วยงานของรัฐบาล พร้อมทั้งล้มล้างบรรทัดฐานทางกฎหมายที่มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1935 ซึ่งเคยจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการปลดเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอิสระมาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ในอีกคดีหนึ่งที่พิจารณาแยกต่างหาก ศาลปฏิเสธที่จะเปิดทางให้ทรัมป์ปลด ลิซา คุก กรรมการของคณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ ออกจากตำแหน่งได้ทันที เป็นอาทิ