หน้าแรก ต่างประเทศ ไม่ค่อยเห็น! ...

ไม่ค่อยเห็น! ปูตินรับเอง รัสเซียขาดแคลนพลังงาน หลังยูเครนส่งโดรนถล่ม

1.07.26 | 15:04 น.
REUTERS

ไม่ค่อยเห็น! ปูตินรับเอง รัสเซียขาดแคลนพลังงาน หลังยูเครนส่งโดรนถล่ม

บีบีซีรายงานว่า รัสเซียกำลังเจอผลกระทบจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของยูเครน ที่มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ตั้งแต่มอสโกไปยังทะเลดำและในพื้นที่อื่นๆ

สถานการณ์รุนแรงถึงขั้นที่ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ออกมายอมรับต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก หลังหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงและผู้บริหารอุตสาหกรรมน้ำมันเกี่ยวกับวิกฤตดังกล่าว

ปูตินยอมรับในที่ประชุมถึงปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิง ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคเกษตร ทำให้ยังมีการต่อคิวที่ปั้มน้ำมัน ทั้งยังหาน้ำมันบางชนิดได้ยาก และอาจส่งผลกระทบต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตของภาคการเกษตร

ปัจจุบันประชาชนชาวรัสเซียต้องต่อคิวยาวที่ปั๊มน้ำมัน มีการจำกัดจำหน่ายเชื้อเพลิงในหลายพื้นที่ หลังโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งถูกโจมตี ขณะที่ผู้ขับขี่ในแถบคาบสมุทรไครเมียของยูเครนซึ่งรัสเซียผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ รถทั่วไปถูกห้ามเติมน้ำมัน เพื่อให้สิทธิ์แก่ยานพาหนะของทหารเป็นลำดับแรก

ตามรายงานของนักข่าวอิสระเปิดเผยว่า ปัจจุบันมี 56 ภูมิภาคของรัสเซีย ที่มีการบังคับใช้มาตราการจำกัดการจำหน่ายเชื้อเพลิง

Advertisement

ปูตินยังให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลรัสเซีย โดยยอมรับว่าการโจมตีของยูเครนก่อให้เกิดปัญหาอย่างชัดเจน และว่า ขณะนี้รัสเซียกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงในระดับหนึ่ง แต่สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต

ปูตินให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการผลิตระบบป้องกันภัยทางอากาศเพื่อคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และเร่งซ่อมแซมโรงกลั่นน้ำมันที่ถูกยูเครนโจมตี พร้อมยอมรับว่าไครเมียมีเชื้อเพลิงเหลือใช้เพียงไม่กี่วัน แต่มั่นใจว่าจะสามารถลำเลียงเชื้อเพลิงเข้ามาเพิ่มเติมได้ไว้ในเร็วๆ นี้

การยอมรับถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการโจมตีของยูเครนต่อประชาชนรัสเซียอย่างเปิดเผยเช่นนี้ของผู้นำรัสเซียถือเป็นเรื่องไม่ปกติ แม้ปูตินยังยืนยันว่ายังมีความคืบหน้าในปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียก็ตาม

การที่ปูตินยอมรับถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรไครเมียถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากไครเมียมีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ต่อชาวรัสเซียจำนวนมาก โดยเฉพาะต่อตัวปูตินเอง

นับตั้งแต่รัสเซียเข้ายึดครองไครเมียในปี 2014 มอสโกได้เปลี่ยนคาบสมุทรแห่งนี้ให้เป็นฐานทัพและยุทธศาสตร์สำคัญในการควบคุมทะเลดำ รวมทั้งใช้เป็นฐานในการเปิดฉากการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อปี 2022

ในการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ ปูตินได้เปิดเผยถึงสาเหตุของปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา โดยชี้ว่า ยูเครนกำลังพยายามสร้างความแตกแยกในสังคมรัสเซีย ลดแรงสนับสนุนที่มีต่อสงคราม และเพิ่มกระแสเรียกร้องให้เกิดการเจรจา ปูตินยังย้ำด้วยว่า จะไม่มีทางยอมให้ยูเครนบรรลุเป้าหมายดังกล่าว และยืนยันว่าการโจมตีระยะไกลของยูเครนไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อสถานการณ์ในแนวหน้า

ขณะที่ทางการยูเครนได้ออกมาโต้แย้งว่า ปฏิบัติการโจมตีระยะไกลนั้นมีเป้าหมายเพื่อกดดันรัสเซียทั้งในแนวรบและภายในประเทศ โดยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ยูเครนได้ยกระดับการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ซึ่งครอบคลุมไปถึงพื้นที่สำคัญอย่างนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก กรุงมอสโก และคาบสมุทรไครเมีย

ด้าน ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ยืนยันว่าเป้าหมายของมอสโกยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยจะผลักดันให้กองกำลังยูเครนถอนตัวจาก 4 ภูมิภาคทางตะวันออกเฉียงใต้ที่รัสเซียอ้างสิทธิ์ แม้ยูเครนจะไม่ยอมรับข้ออ้างดังกล่าวก็ตาม

นอกจากนี้ ปูตินยังอ้างว่า ข้อเสนอของยูเครนในการชะลอการสู้รบและเปิดการเจรจา เป็นเพียงการซื้อเวลาเพื่อฟื้นกำลังและเสริมอาวุธ พร้อมยืนยันว่าการโจมตีตอบโต้ของรัสเซียสร้างความเสียหายให้ยูเครนได้มากกว่า ขณะที่การโจมตีของยูเครนต่อรัสเซียเป็นเพียงความพยายามประคับประคองกองทัพที่กำลังอ่อนกำลังลง และย้ำว่าการเจรจาหรือประนีประนอมกับรัฐบาลเคียฟไม่ได้อยู่ในแผนการของรัสเซียแต่อย่างใด