หน้าแรก ต่างประเทศ จากกัรบาลาสู่...

จากกัรบาลาสู่เตหะราน: เมื่อความตายไม่ใช่จุดจบของอิหร่าน แต่เป็นการเกิดใหม่ของศรัทธาและระเบียบตะวันออกกลาง

7.07.26 | 18:07 น.
อิหร่าน
อิหร่าน

จากกัรบาลาสู่เตหะราน: เมื่อความตายไม่ใช่จุดจบของอิหร่าน แต่เป็นการเกิดใหม่ของศรัทธาและระเบียบตะวันออกกลาง

อิหร่าน – วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 ได้กลายเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองตะวันออกกลาง เมื่อผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านถูกลอบสังหาร ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาค ในสายตาของนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อย เหตุการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่ความอ่อนแอของรัฐอิหร่าน การแตกแยกภายในประเทศ หรือแม้กระทั่งการสั่นคลอนของระบอบการเมืองที่ดำรงอยู่มากว่าครึ่งศตวรรษ

อย่างไรก็ตาม เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน ภาพที่ปรากฏระหว่างวันที่ 4–8 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 กลับสะท้อนความจริงอีกด้านหนึ่ง เมื่อประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมหาศาลออกมาร่วมพิธีไว้อาลัยและพิธีฝังศพของผู้นำสูงสุด ขณะที่ผู้นำและผู้แทนจากประเทศพันธมิตรของอิหร่านในภูมิภาคต่างเดินทางเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ภาพดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงความเศร้าโศกต่อการสูญเสียผู้นำ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพของสังคมอิหร่านและความต่อเนื่องของอุดมการณ์ที่ดำรงอยู่เหนือบุคคล

การทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้จำเป็นต้องก้าวข้ามการวิเคราะห์เชิงการเมืองแบบรัฐชาติสมัยใหม่ และหันไปทำความเข้าใจอิหร่านในฐานะรัฐอารยธรรมที่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมยาวนานหลายพันปี อิหร่านมิได้เป็นเพียงรัฐที่มีพรมแดนและสถาบันทางการเมือง แต่เป็นสังคมที่หล่อหลอมขึ้นจากความทรงจำร่วม ศรัทธาทางศาสนา และวัฒนธรรมแห่งการอดทนและการเสียสละ

ในหลายวัฒนธรรม ความตายเป็นสัญลักษณ์ของการสูญเสียและการสิ้นสุด แต่ในวัฒนธรรมของอิหร่าน โดยเฉพาะในโลกทัศน์ของอิสลามนิกายชีอะห์ ความตายมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น ความตายสามารถเป็นการแสดงออกถึงศรัทธา เป็นการยืนยันคุณค่าของความยุติธรรม และเป็นการเดินทางสู่ความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ โดยเฉพาะการเสียชีวิตในฐานะ “ชะฮีด” หรือผู้พลีชีพ

Advertisement

แนวคิดเรื่องชะฮีดมีรากฐานสำคัญมาจากเหตุการณ์กัรบาลาเมื่อกว่าพันสามร้อยปีก่อน เมื่ออิหม่ามฮูเซ็น หลานของศาสดามุฮัมมัด ยืนหยัดต่อสู้กับอำนาจที่ชาวชีอะห์มองว่าไม่ชอบธรรม แม้จะทราบว่าการต่อสู้นั้นจะนำไปสู่ความตายของตนและครอบครัวก็ตาม เหตุการณ์กัรบาลาจึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ในอดีต แต่ได้กลายเป็นความทรงจำร่วมที่หล่อหลอมอัตลักษณ์ทางศาสนาและการเมืองของชาวชีอะห์ทั่วโลก

สำหรับชาวอิหร่านจำนวนมาก การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดจึงมิได้เป็นเพียงการสูญเสียผู้นำทางการเมืองหรือผู้นำทางศาสนา หากแต่เป็นการเดินตามแบบอย่างของอิหม่ามฮูเซ็น เป็นการเสียชีวิตในฐานะผู้พลีชีพเพื่อศรัทธา ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีของชาติ ความตายเช่นนี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นความพ่ายแพ้ แต่เป็นชัยชนะทางศีลธรรมและเป็นการต่ออายุความทรงจำแห่งกัรบาลาในโลกสมัยใหม่

ด้วยเหตุนี้ พิธีไว้อาลัยและพิธีฝังศพในสังคมอิหร่านจึงมีความหมายมากกว่าการอำลาผู้เสียชีวิต น้ำตา การเดินขบวน และการรวมตัวของผู้คนจำนวนมหาศาลมิใช่สัญลักษณ์ของความอ่อนแอ แต่เป็นกระบวนการทางสังคมที่ทำหน้าที่ยืนยันความเป็นชุมชนแห่งศรัทธา และเปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นพลังทางการเมืองและความเป็นเอกภาพของชาติ

ในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนข้อจำกัดของยุทธศาสตร์ที่เชื่อว่า การกำจัดผู้นำสามารถทำลายรัฐและอุดมการณ์ได้ หากการลอบสังหารมีเป้าหมายเพื่อทำให้อิหร่านอ่อนแอ ภาพที่ปรากฏในพิธีฝังศพกลับสะท้อนผลลัพธ์ในทิศทางตรงกันข้าม เพราะความตายของผู้นำได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการระดมพลังทางสังคมครั้งใหม่ และยิ่งตอกย้ำความชอบธรรมของอุดมการณ์แห่งการต่อต้านการครอบงำจากภายนอก

นอกจากนี้ พิธีฝังศพครั้งนี้ยังมีนัยสำคัญต่อภูมิรัฐศาสตร์ของตะวันออกกลาง การเข้าร่วมของตัวแทนจากประเทศและขบวนการพันธมิตรสะท้อนให้เห็นว่า อิหร่านยังคงมีบทบาทในฐานะศูนย์กลางทางอุดมการณ์และการเมืองของภูมิภาค แม้จะเผชิญกับการสูญเสียผู้นำสูงสุดก็ตาม

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตะวันออกกลางถูกกำหนดโดยระเบียบที่ตั้งอยู่บนการครอบงำของมหาอำนาจภายนอก การใช้กำลังทางทหาร การคว่ำบาตร และการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองจากภายนอก แต่เหตุการณ์ในอิหร่านกำลังแสดงให้เห็นข้อจำกัดของระเบียบดังกล่าว เพราะแม้ผู้นำจะจากไป แต่อุดมการณ์ยังคงอยู่ แม้บุคคลจะเสียชีวิต แต่ความทรงจำร่วมและศรัทธาของประชาชนยังคงดำรงอยู่

ในความหมายเชิงสัญลักษณ์ พิธีฝังศพของผู้นำสูงสุดอิหร่านจึงมิใช่เพียงการสิ้นสุดของชีวิตบุคคลหนึ่ง หากแต่เป็นการประกาศว่าการเมืองของตะวันออกกลางกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่อัตลักษณ์ทางอารยธรรม ศรัทธาทางศาสนา และพลังของสังคมภายในภูมิภาคมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดอนาคตของตนเอง

หากกัรบาลาเป็นสัญลักษณ์แห่งการเสียสละในอดีต เตหะรานในวันนี้ก็กำลังกลายเป็นพื้นที่ที่ความทรงจำนั้นถูกทำให้มีชีวิตขึ้นอีกครั้ง จากกัรบาลาสู่เตหะราน ความตายของผู้พลีชีพจึงมิใช่จุดจบ หากแต่เป็นการเริ่มต้นใหม่ของประวัติศาสตร์

และบางที สิ่งที่กำลังสิ้นสุดลงอาจไม่ใช่อิหร่าน แต่คือระเบียบโลกเดิมในตะวันออกกลางที่เชื่อว่าอำนาจทางทหารและการกำจัดผู้นำเพียงอย่างเดียวสามารถกำหนดชะตากรรมของรัฐและสังคมได้ เพราะในอิหร่าน ความตายอาจไม่ใช่จุดจบ หากแต่เป็นการเกิดใหม่ของศรัทธา ชาติ และวิสัยทัศน์ต่อระเบียบใหม่ของภูมิภาคตะวันออกกลาง

ผศ.ดร.พรพรรณ โปร่งจิตร
ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียแปซิฟิกศึกษา
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ