สหรัฐโจมตีอิหร่านรอบใหม่ เลิกผ่อนปรนคว่ำบาตร ถอนใบอนุญาตขายน้ำมัน
กองทัพสหรัฐเปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พร้อมทั้งเพิกถอนใบอนุญาตให้อิหร่านสามารถจำหน่ายน้ำมันได้ หลังจากมีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำถูกกระสุนหรือวัตถุโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางอยู่แล้วต้องเผชิญแรงกดดันมากยิ่งขึ้น
กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) ประกาศว่าได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีหลายระลอก โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้อิหร่านชดใช้และเกิดความเสียหายอย่างหนัก เพราะการกระทำอันก้าวร้าวของอิหร่านไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการกระทำที่อันตราย และถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน
สื่ออิหร่านรายงานว่า ช่วงเช้ามืดวันพุธที่ 8 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่น ได้เกิดเหตุระเบิดในเมืองท่าซีริก ทางตอนใต้ของประเทศ บนเกาะเกชมและในเมืองบันดาร์อับบาส ยังไม่มีรายงานพลเรือนเสียชีวิต แต่ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ของอิหร่านรายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคนจากสะเก็ดกระสุนของศัตรูที่ตกใส่ท่าเรือพาณิชย์ในเมืองซีริก นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการโจมตีได้สร้างความเสียหายแก่ท่าเทียบเรือประมงทั้งในเมืองซีริกและบันดาร์อับบาส และทำให้เรือประมงหลายลำเกิดเพลิงไหม้
เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งเผยกับรอยเตอร์ว่า เป้าหมายของการโจมตี ได้แก่ ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน ระบบเฝ้าตรวจชายฝั่ง ระบบขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ ขีปนาวุธร่อนต่อต้านเรือ และฐานปล่อยโดรน
เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นความตึงเครียดครั้งล่าสุดที่คุกคามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ซึ่งทั้งสองฝ่ายบรรลุร่วมกันเมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อระงับความขัดแย้งที่เริ่มต้นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทั่วอิหร่าน
ขณะเดียวกันรัฐบาลสหรัฐได้ยกเลิกมาตรการผ่อนปรนสำคัญที่เคยเปิดทางให้อิหร่านสามารถจำหน่ายน้ำมันในตลาดโลกได้ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อข้อตกลงระหว่างสองประเทศ ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมากกว่า 3% หลังสหรัฐประกาศมาตรการดังกล่าว
เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งกล่าวก่อนหน้านี้ว่า ผู้แทนเจรจาทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินการด้วยความจริงใจเพื่อบรรลุข้อตกลงถาวรกับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม การที่อิหร่านสามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้ ทำให้เตหะรานมีอำนาจต่อรองมหาศาล จนสามารถบีบให้เกิดภาวะชะงักงันกับมหาอำนาจทางทหารอย่างสหรัฐได้ ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า อิหร่านใช้การโจมตีเรือพาณิชย์เพื่อแสดงตอกย้ำถึงอำนาจต่อรองดังกล่าว ในขณะที่กำลังเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงสันติภาพระยะยาวกับสหรัฐ
ภายใต้ข้อตกลงชั่วคราวระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน กระทรวงการคลังสหรัฐได้ออกใบอนุญาตทั่วไปเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน อนุญาตให้มีการจำหน่ายน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่มีแหล่งกำเนิดจากอิหร่านได้จนถึงวันที่ 21 สิงหาคมนี้ แต่เมื่อวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม สหรัฐได้เพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าว พร้อมกำหนดให้อิหร่านยุติธุรกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดภายในวันที่ 17 กรกฎาคม
กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านประณามการดำเนินการของสหรัฐว่า เป็นการละเมิดกรอบข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม และระบุว่าสหรัฐจะต้องรับผิดชอบต่อผลที่จะตามมา พร้อมย้ำว่า อิหร่านจะดำเนินทุกมาตรการที่เห็นว่าจำเป็น เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงแห่งชาติของตน
ด้านกาตาร์ออกมากล่าวหาอิหร่านว่าเป็นผู้โจมตีเรือพาณิชย์ดังกล่าว รวมถึงเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดใหญ่ของกาตาร์ ชื่อ Al Rekayyat ซึ่งรายงานว่าถูกโดรนโจมตีในช่วงกลางดึก ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ในห้องเครื่องยนต์ ลูกเรือทุกคนปลอดภัยและอยู่ระหว่างการอพยพออกจากเรือ
ขณะที่แหล่งข่าวด้านความมั่นคงทางทะเลเปิดเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมันดิบติดธงชาติซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเชื่อว่าเป็นเรือซูเปอร์แทงเกอร์ Wedyan ก็ได้รับความเสียหายนอกชายฝั่งประเทศโอมานเช่นกัน แต่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด
กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ระบุว่า ได้เรียกตัวรองเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าพบ และยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อเหตุโจมตีเรือลำดังกล่าว
ด้านกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า ข้อกล่าวหาของกาตาร์นั้นน่าสับสนงุนงง พร้อมยืนยันว่า อิหร่านได้ปฏิบัติตามพันธกรณีของตนอย่างเคร่งครัด แต่ก็กล่าวอ้างว่า เรือพาณิชย์ที่ใช้เส้นทางเดินเรือซึ่งไม่ได้ประสานกับอิหร่าน ย่อมต้องเผชิญความเสี่ยง
เจ้าหน้าที่สหรัฐอีกรายเผยว่า ข้อมูลเบื้องต้นบ่งชี้ว่า อิหร่านเป็นผู้ยิงโจมตีเรือพาณิชย์ทั้ง 3 ลำ
ทั้งนี้ บรรดาผู้นำศาสนาของอิหร่านมีเป้าหมายจัดตั้งระบบเก็บค่าธรรมเนียมการเดินเรือถาวรในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจครั้งสำคัญในภูมิภาคที่สหรัฐทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันความมั่นคงมาอย่างยาวนาน



