น้ำมันโลกร่วงกว่า 2% หุ้นเทคโนโลยีดันตลาดหลักทรัพย์พุ่ง
แม้เหตุปะทะตอบโต้กันไปมาระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะเข้าสู่วันที่ 3 และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง แต่ล่าสุดราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงมากกว่า 2% เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม แม้ว่าปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จะชะลอตัวลงอีกครั้งก็ตาม
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ลดลง 2.5% ปิดที่ 76.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต ของสหรัฐ ปิดตลาดลดลง 2.3% อยู่ที่ 71.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สวนทางกับตลาดหุ้นวอลล์สตรีทพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากนักลงทุนกลับมามีความเชื่อมั่นต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอีกครั้ง และเลือกมองข้ามความวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดที่พุ่งขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลาง
ดัชนีหุ้นหลักทั้งสามของสหรัฐปิดตลาดในแดนบวกทั้งหมด โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 0.27% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับขึ้น 0.81% และดัชนีแนสแด็ก ซึ่งมีหุ้นเทคโนโลยีเป็นสัดส่วนสูง พุ่งขึ้นถึง 1.3% ด้านดัชนี MSCI ซึ่งสะท้อนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นทั่วโลก ปรับเพิ่มขึ้น 0.72%
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกได้รับแรงหนุนจากรายงานข่าวที่ระบุว่า จีนอาจอนุญาตให้บริษัทพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายในประเทศสามารถเข้าถึงชิป H200 ของบริษัทเอ็นวิเดีย ซึ่งเป็นผู้นำด้านชิป AI ของโลก ได้ในวงจำกัด
นอกจากนี้ นักลงทุนยังได้รับแรงกระตุ้นจากข่าวที่ว่า การเสนอขายหุ้นของบริษัท SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของเกาหลีใต้ในตลาดสหรัฐ ซึ่งมีมูลค่าราว 28,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม โดยมียอดจองซื้อสูงกว่าจำนวนหุ้นที่เสนอขายมากกว่า 7 เท่า
รอยเตอร์รายงานว่า SK Hynix มีแผนกำหนดราคาหุ้น American Depositary Receipts (ADR) ที่ 149 ดอลลาร์ต่อหน่วย ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถระดมทุนได้ประมาณ 26,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเงินทุนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้สร้างโรงงานและจัดซื้ออุปกรณ์ใหม่ เพื่อรองรับความต้องการชิปสำหรับ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
หากการเสนอขายหุ้นครั้งนี้เป็นไปตามแผน จะกลายเป็นการเสนอขายหุ้นที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับสองของโลก รองจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งระดมทุนได้เป็นสถิติถึง 85,700 ล้านดอลลาร์
ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ซึ่งสะท้อนหุ้นกลุ่มผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นเป็นวันที่สองติดต่อกัน โดยเพิ่มขึ้นอีก 3%
ส่วนราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.1% แตะ 4,121.12 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนตัวของราคาน้ำมันและความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุน แม้ว่าตลาดหุ้นจะยังคงปรับตัวขึ้นก็ตาม

