สงครามอิหร่านของทรัมป์
ภารกิจที่ยิ่งยื้อก็ยิ่งเจ็บ
หลังจากเหตุสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเงียบสงบได้สักพัก เมื่อมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (MOU) แต่ผ่านไปเพียง 3 สัปดาห์การเปิดฉากโจมตีตอบโต้ระลอกใหม่ก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง เพียงไม่นานที่มีรายงานว่าเรือพาณิชย์ 3 ลำถูกยิงในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทุกฝ่ายเชื่อว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน ทำให้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องสั่งการให้มีการโจมตีเพื่อสั่งสอนที่อิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างกัน ขณะที่อิหร่านก็ยืนยันว่าสหรัฐเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่อิหร่านมีสิทธิในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และการยุติการสู้รบในเลบานอนที่อิสราเอล พันธมิตรของสหรัฐยังไม่ยอมรามือจากพื้นที่ที่ยึดครองไว้
ทรัมป์ประกาศระหว่างเข้าร่วมประชุมองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ว่า ข้อตกลงชั่วคราวเพื่อยุติความขัดแย้งนั้นไม่มีผลอีกต่อไป และสั่งการให้มีการโจมตีอิหร่านรอบใหม่ต่อเนื่อง ด้านอิหร่านก็โจมตีตอบโต้กลับโดยพุ่งเป้าไปยังเป้าหมายทางทหารของสหรัฐในประเทศรัฐอ่าวอาหรับ ไล่เรียงไปตั้งแต่บาห์เรน คูเวต และกาตาร์ ทำให้สงครามที่หลายฝ่ายคิดว่ากำลังอยู่ในช่วงใกล้จบกลับร้อนแรงขึ้นมาใหม่
คำพูดของทรัมป์ยังคงสร้างความสับสน มีความไม่แน่นอน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา และขัดแย้งกันเองอย่างที่เคยเป็นมาตลอด บางคนมองว่ามันอาจเป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านยุติการโจมตีเรือขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในฮอร์มุซ และยอมทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐโดยเฉพาะในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งก็เป็นวิธีที่ทรัมป์ทำมาตลอด ล่าสุดขณะอยู่บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะกลับไปทำสงครามเต็มรูปแบบกับอิหร่านอีกครั้ง และอิหร่านต้องการทำข้อตกลงอย่างมาก หลังจากที่เขาบอกก่อนหน้านี้ว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างจะจบลงอย่างรวดเร็วมาก และจะทำให้ทุกอย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น รวมถึงตลาดน้ำมันด้วย”
ถ้อยคำของผู้นำสหรัฐอาจสะท้อนถึงสิ่งที่เขากังวลอยู่ลึกๆ นั่นคือการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึงในอีก 4 เดือนข้างหน้า ขณะที่ผลสำรวจความนิยมของรอยเตอร์/อิปซอส ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ระบุว่าคะแนนนิยมของทรัมป์ลดลงเหลือ 34% ซึ่งเป็นการแตะระดับต่ำที่สุดอีกครั้งในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2
แม้ทรัมป์จะเคยพูดว่าอิหร่านคงเข้าใจว่าเขาอยากจบสงครามนี้ให้เร็ว เพราะการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง แต่เขาไม่แคร์ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ เมื่อคำนึงว่าคำพูดนี้ออกมาจากปากของนักการเมือง โดยเฉพาะทรัมป์ที่ตระหนักดีกว่า การผลักดันนโยบายแบบสุดโต่งและรวบอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของเขา จะไปต่อไม่ได้เลยหากเขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางเทอมที่สำคัญยิ่งนี้ เพราะทรัมป์ยังเคยรับว่า ส่วนหนึ่งของเหตุผลที่เขาตกลงทำข้อตกลงชั่วคราวก็เพื่อหลีกเลี่ยง “หายนะทางเศรษฐกิจ” ทั้งยังกล่าวชื่นชมที่ราคาน้ำมันลดลงหลังจากบรรลุข้อตกลงแล้ว
นักวิเคราะห์มองว่า ทางเลือกของทรัมป์ในเวลานี้มีอยู่อย่างจำกัด และแทบทุกทางเลือกต่างก็มีข้อเสีย หากสหรัฐเลือกที่จะยกระดับการโจมตีเกินกว่าการตอบโต้กันไปมาเช่นในขณะนี้ ก็อาจทำให้กลับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบอีกครั้ง ขณะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นไปแล้วราว 7% แม้จะปรับลดลงมาเล็กน้อยในปลายสัปดาห์ ในทางกลับกัน หากทรัมป์เลือกถอยท่ามกลางการท้าทายของอิหร่าน ก็อาจยิ่งทำให้อิหร่านเชื่อว่า พวกเขาสามารถใช้อำนาจต่อรองบีบสหรัฐผ่านการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
ขณะที่ทรัมป์อาจหวังว่า การโจมตีทางทหารจะกดดันให้อิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรัมป์ระบุว่าคือเป้าหมายหลักของเขาในสงครามครั้งนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ไม่เห็นสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่า อิหร่านพร้อมจะยอมอ่อนข้อในระดับที่ทรัมป์ต้องการ
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การโจมตีของทั้งสองฝ่ายในสัปดาห์นี้ อาจมีเป้าหมายเพื่อกำหนดจุดยืนของแต่ละฝ่ายก่อนการเจรจาในอนาคต
อาลี วาเอซ ผู้อำนวยการฝ่ายอิหร่านของ International Crisis Group ให้ความเห็นว่า การยกระดับการข่มขู่และเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านในครั้งนี้ อาจเป็นยุทธวิธีที่มีความเสี่ยงมากกว่าที่ผ่านมา เพราะสหรัฐกำลังเผชิญทั้งแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศและแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศ
“สถานการณ์ในเวลานี้ดูเหมือนเป็นความพยายามที่จะเพิ่มแรงกดดันทางทหารให้มากขึ้น โดยที่ยังไม่ถึงขั้นปิดประตูการเจรจาทางการทูตเสียทีเดียว แต่การต่อรองด้วยการใช้แรงกดดันบีบบังคับเป็นเกมที่อันตราย เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่ง การใช้มาตรการกดดันอาจสร้างพลวัตของตัวเองจนควบคุมไม่ได้ และท้ายที่สุดอาจกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ทั้งที่เดิมทีจุดประสงค์ของการกดดันนั้นคือเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสงคราม” วาเอซกล่าว
ขณะเดียวกันวาเอซก็มองว่า อิหร่านยังคงมีเหตุผลทุกประการที่จะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา เพราะมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่อิหร่านจะต้องมีการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่ได้มีการสัญญาไว้ภายใต้ MOU
อิหร่านซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักทั้งด้านเศรษฐกิจและศักยภาพทางทหาร ยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น หลังสหรัฐเพิกถอนข้อยกเว้นที่อนุญาตให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันได้เป็นเวลา 60 วัน ซึ่งกระทบกับผลประโยชน์สำคัญที่สุดประการหนึ่งที่อิหร่านได้รับจากข้อตกลงชั่วคราวถูกยกเลิก ถึงกระนั้น ผู้นำสายแข็งของอิหร่านก็ดูพร้อมจะรับมือกับแรงกดดันและความเสียหายเพิ่มเติม
โฆษกคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่านระบุว่า มาตรการตอบโต้ที่อิหร่านกำลังพิจารณายังรวมถึง การถอนตัวจากสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) และการปิดช่องแคบบับอัลมันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์บริเวณทะเลแดง และเป็นอีกหนึ่งเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญของโลก
แอรอน เดวิด มิลเลอร์ อดีตผู้เจรจาด้านตะวันออกกลางของรัฐบาลสหรัฐ ทั้งในสมัยพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน มองว่า ทรัมป์ทำให้ตัวเองจนมุม ไม่ว่าจะใช้วิธีทางทหารหรือการทูต และไม่น่าเป็นไปได้ที่เขาจะได้อะไรจากอิหร่านมากนัก
เพราะแม้ก่อนหน้าที่จะเกิดการตอบโต้กันในคราวนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อว่า สหรัฐและอิหร่านจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ถาวรได้ภายในกรอบเวลา 60 วันตามที่กำหนดไว้ใน MOU เพราะประเด็นที่ยากที่สุดที่ถูกเลื่อนออกมาเจรจาตามกรอบเวลาดังกล่าว จนถึงขณะนี้ก็แทบไม่มีความคืบหน้า และยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการเจรจารอบต่อไปหรือไม่
เจ้าหน้าที่ข่าวกรองในภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับความพยายามไกล่เกลี่ยระบุว่า ขณะนี้ความขัดแย้งได้มาถึงขั้นวิกฤตแล้ว เพราะความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันเพิ่มสูงขึ้น กระนั้นก็ดี เจ้าหน้าที่รายหนึ่งยังยืนยันว่า การสื่อสารระดับสูงยังคงดำเนินอยู่ต่อไปตลอดเวลาเพื่อรักษาข้อตกลงหยุดยิง โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศของปากีสถานและกาตาร์ รวมถึงหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของอียิปต์ เป็นผู้นำความพยายามดังกล่าว ขณะเดียวกันประธานาธิบดีเรเจพ เทยิป แอร์โดอัน ของตุรกี ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดนาโตที่เพิ่งจบลงเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม และผู้นำซาอุดีอาระเบียก็มีส่วนร่วมในความพยายามนี้ด้วย
นายกรัฐมนตรีกาตาร์ยังได้ออกแถลงการณ์ว่า กาตาร์สนับสนุนความพยายามทุกทางเพื่อควบคุมไม่ให้สถานการณ์บานปลายออกไป เช่นเดียวกับกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถานที่ระบุผ่านแถลงการณ์ว่า ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการมีส่วนร่วม การเจรจา และการทูตอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันคือสันติภาพในภูมิภาค
โจนาธาน พานิคอฟ อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐด้านตะวันออกกลาง ซึ่งปัจจุบันทำงานที่สถาบันวิจัย Atlantic Council ในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า รูปแบบเช่นนี้น่าจะดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง แม้ว่าสถานการณ์ไม่น่าจะย้อนกลับไปเป็นสงครามเต็มรูปแบบ แต่ “สภาพปกติใหม่” นี้จะกลายเป็นความไร้เสถียรภาพที่ถูกควบคุมไว้ คือมีความรุนแรงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ โดยไม่มีทางออกที่ถาวร
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ทรัมป์ซึ่งเคยเรียกร้องให้อิหร่าน “ยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข” กลับไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหลายประการที่เขาตั้งไว้ และยังเปลี่ยนแปลงท่าทีไปมาตลอดช่วงสงคราม โดยประเด็นสำคัญที่กระทบกับโลกอย่างการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่วุ่นวายไม่จบสิ้นจนถึงนาทีนี้ ก็ล้วนมาจากการเปิดฉากทำสงครามของทรัมป์และอิสราเอลทั้งสิ้น
ล่าสุด โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาและหัวหน้าคณะผู้เจรจาระดับสูงของอิหร่าน โพสต์ว่า “ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดอีกครั้งภายใต้ข้อตกลงของอิหร่านเท่านั้น ไม่ใช่ผ่านการข่มขู่ของสหรัฐ” ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์ทั้งหมดไม่น่าจะ “จบง่าย” อย่างที่ทรัมป์คาดหวังหรือต้องการ
ยิ่งเหตุปะทะรอบใหม่ระหว่างสหรัฐและอิหร่านยิ่งลากยาวออกไปเท่าไหร่ ความเสียหายก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญมันไม่เป็นผลดีกับใครเลย ไม่ว่าจะเป็นทรัมป์ อิหร่าน และประชาคมโลก (เรียบเรียงจากเอพี/รอยเตอร์)

