เปิดมุมมองการค้าไทย-อิตาลี ผ่านสายตา ‘ทูตพาณิชย์อิตาลี’
หมายเหตุ – เปาลา กุยด้า ทูตพาณิชย์อิตาลีประจำประเทศไทย สำนักงานกรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์มติชนเกี่ยวกับสถานการณ์และความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างไทยและอิตาลี
ภาพรวมอุตสาหกรรมการค้าของอิตาลีในปัจจุบันเป็นอย่างไร อะไรคือจุดแข็งสำคัญของประเทศ
เมื่อกล่าวถึงอิตาลี หลายคนมักนึกถึงแฟชั่น อาหาร และไลฟ์สไตล์เป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริงแล้ว อิตาลีคือหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกเครื่องจักรและอุปกรณ์เครื่องกลรายใหญ่ที่สุดของยุโรปมายังประเทศไทย โดยเป็นรองเพียงเยอรมนีเท่านั้น หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของอิตาลีจึงอยู่ที่เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ วาล์วอุตสาหกรรม รวมถึงเครื่องจักรการผลิตอุตสาหกรรมอื่นๆ
มองความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและอิตาลีในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง
สำหรับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและอิตาลีในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีความมั่นคงและต่อเนื่อง อิตาลีถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับที่ 25 ของประเทศไทยในระดับโลก และเป็นอันดับที่ 3 ในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมีลักษณะเกื้อหนุนและเติมเต็มซึ่งกันและกัน มีมูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางการค้าที่มีเสถียรภาพระหว่างทั้งสองประเทศ
อุตสาหกรรมแฟชั่นของอิตาลีเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง แต่หากมองในเชิงโครงสร้างการค้าแล้ว สินค้าหลักที่มีการนำเข้าและส่งออกระหว่างไทยและอิตาลีครอบคลุมหลายภาคส่วน ตั้งแต่เครื่องประดับและเครื่องจักร ไปจนถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ด้านทัศนศาสตร์ ขณะเดียวกันอิตาลีก็นำเข้ายางพาราจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างเศรษฐกิจที่สนับสนุนกันอย่างชัดเจน และสำหรับการส่งออกอาหารและเครื่องดื่มจากอิตาลีมายังไทย แม้จะยังมีสัดส่วนไม่มากนัก แต่ก็ยังถือว่ามีศักยภาพสูงและเป็นโอกาสในการเติบโตในอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีบริษัทอิตาลีจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และทำงานร่วมกับผู้ผลิตท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ดังนั้น ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับอิตาลีจึงเป็นความสัมพันธ์ที่มีรากฐานมั่นคงและสามารถไว้วางใจได้
เป็นที่ทราบกันดีว่าอาหารอิตาลีมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย มีความคิดเห็นอย่างไรต่อบทบาทของการทูตเชิงอาหาร (Food Diplomacy) ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยและอิตาลี
อาหารมักเป็นสิ่งแรกที่ผู้คนนึกถึงเมื่อกล่าวถึงประเทศอิตาลี ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชุมชนชาวอิตาลีทั่วโลก ร่วมกับรัฐบาลอิตาลี ได้ร่วมกันส่งเสริมมรดกด้านอาหารของชาติ จนทำให้อาหารอิตาเลียนกลายเป็นหนึ่งในทูตทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของประเทศ และด้วยความที่อาหารเป็นภาษาสากล จึงนับเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดของการทูตเชิงวัฒนธรรม
อิตาลีได้มีการส่งเสริมมรดกทางอาหารอย่างแข็งขัน ในปี 2016 กระทรวงต่างประเทศอิตาลีริเริ่มโครงการสัปดาห์อาหารอิตาเลียนโลก (Week of Italian Cuisine in the World) เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารอิตาเลียนแท้ สนับสนุนผลิตภัณฑ์เกษตร ตลอดจนส่งเสริมความนิยมของอาหารอิตาลีในต่างประเทศ และในปี 2025 ยูเนสโกได้ประกาศรับรองอาหารอิตาเลียนอย่างเป็นทางการให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้ในปี 2024 ต้มยำกุ้งของไทยก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติจากยูเนสโกเช่นกัน
ไทยและอิตาลีสามารถร่วมมือกันเพื่อเสริมสร้างการรับรู้และความนิยมของอาหารของทั้งสองชาติผ่านการจัดกิจกรรมอาหารและความร่วมมือระหว่างร้านอาหาร ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม กระตุ้นการท่องเที่ยว ขยายความร่วมมือทางธุรกิจและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอิตาลีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
จากคำตอบของคำถามก่อนหน้าที่เอ่ยถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติจากยูเนสโก ไทยได้ยื่นเสนอ ชุดไทย ขึ้นทะเบียนและอยู่ระหว่างการพิจารณารับรอง มองความร่วมมือด้านแฟชั่นระหว่างไทยและอิตาลีอย่างไร
ชุดไทยมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งเนื้อผ้าและเครื่องประดับก็มีความโดดเด่นอย่างยิ่ง พร้อมกันนี้ อิตาลีก็มีการผลิตผ้าไหมและสิ่งทอมาอย่างยาวนาน เมื่อพิจารณาร่วมกันแล้ว ความร่วมมือนี้สามารถพัฒนาได้ในหลายมิติ และถือเป็นพันธมิตรที่มีความเสริมกันอย่างมาก
ส่วนตัวมองว่า อุตสาหกรรมเสื้อผ้าของไทยยังคงเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม และมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับศักยภาพที่ควรจะเป็น โดยยังมีโอกาสอีกมากที่ประเทศไทยจะสามารถต่อยอดและสร้างสรรค์ชุดไทยใหม่ให้กลายเป็นแฟชั่นร่วมสมัยได้ ซึ่งก็สามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ได้ด้วย
ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก และอิตาลีก็เป็นผู้ผลิตข้าวภายในประเทศรายใหญ่ที่สุดของยุโรป ทั้งสองประเทศจะสามารถสร้างสมดุลของผลประโยชน์ทางการเกษตรในภาคส่วนนี้อย่างไร
ข้าวไทยและข้าวอิตาลีต่างตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มตลาดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยอิตาลีเน้นการส่งออกข้าวสายพันธุ์จาโปนิกา ซึ่งเป็นข้าวเมล็ดสั้นและเมล็ดกลางที่นิยมใช้ทำเมนู
ริซอตโต ขณะไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวสายพันธุ์อินดิกา ซึ่งรวมถึงข้าวหอมมะลิและข้าวเมล็ดยาวประเภทอื่นๆ
สะท้อนได้จากข้อมูลในปี 2025 ที่อิตาลีนำเข้าข้าวจากไทยประมาณ 32,000 ตัน ขณะที่ส่งออกข้าวมายังไทยเพียง 69 ตัน อย่างไรก็ตาม ปริมาณการนำเข้าข้าวจากไทยไม่ได้ลดทอนความสำคัญของข้าวอิตาลี ซึ่งยังคงเป็นวัตถุดิบหลักของอาหารอิตาเลียนและเมนูเอกลักษณ์อย่างริซอตโต ขณะเดียวกัน ข้าวไทยมีบทบาทสำคัญในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและวัฒนธรรมอาหารไทยและเอเชียอื่นๆ ในอิตาลี จึงสะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและอิตาลีในภาคข้าวมีลักษณะเกื้อหนุนกันมากกว่าการแข่งขัน เนื่องจากข้าวของทั้งสองประเทศตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและการใช้งานด้านอาหารที่แตกต่างกัน ไม่ใช่สินค้าทดแทนกันโดยตรง
มีทรรศนะอย่างไรต่ออนาคตของความร่วมมือไทย-อิตาลี ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น รวมทั้งเผชิญความไม่แน่นอนด้านพลังงาน ซึ่งไทยกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการปฏิรูปโครงสร้างให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากขึ้น เพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ด้วย
การประกอบธุรกิจอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญอย่างยิ่งในโลกธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต พลังงานยังคงเป็นโจทย์สำคัญของทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ไม่มีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นของตนเอง และจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ซึ่งอิตาลีก็นำเข้าทรัพยากรเหล่านี้ในจำนวนมากเช่นกัน
ในบริบทนี้ ความร่วมมือระหว่างไทยและอิตาลีสามารถมีบทบาทสำคัญในด้านเทคโนโลยีเพื่อการประหยัดพลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการผลิต โดยเทคโนโลยีจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถลดการใช้พลังงานและเพิ่มความยั่งยืนได้ในหลายภาคส่วน
ด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่ โรงงานอุตสาหกรรมในอิตาลีไม่สามารถหลีกเลี่ยงการตั้งอยู่ใกล้ชุมชนที่อยู่อาศัยได้ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดดังกล่าวกลับกลายเป็นแรงผลักดันให้อิตาลีให้ความสำคัญกับการพัฒนาและยกระดับระบบการจัดการของเสียที่มีประสิทธิภาพ
ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อิตาลีได้พัฒนาเทคโนโลยีและกลไกจำนวนมากเพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากมลพิษทางน้ำ ดิน และอากาศอย่างเป็นระบบ โดยมีแรงผลักดันสำคัญจากกฎหมายและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดของอียู
ทั้งนี้ เมื่อภาคการผลิตดีขึ้น สินค้าบางประเภทของอิตาลี เช่น อุตสาหกรรมเครื่องหนัง ก็ได้ยกระดับมาตรฐานภายในของตนเอง ให้เข้มงวดยิ่งกว่ากรอบข้อกำหนดของยุโรปด้วย ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นองค์ความรู้ที่สามารถต่อยอดและนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับประเทศคู่ค้าอย่างไทยได้ ขณะเดียวกัน การเข้าเป็นสมาชิก OCED ของไทยนับเป็นแรงผลักดันที่ดีให้ประเทศไทยเร่งพัฒนา และเป็นโอกาสที่ดีสำหรับไทยในการผลักดันให้สิ่งต่างๆ ที่ตั้งใจและได้มีการวางแผนไว้แล้วให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

