เผยครึ่งปีแรก กัมพูชา นำเข้าสินค้าไทย 3.3 หมื่นล้าน แม้ปลุกกระแสบอยคอต ท่ามกลางปัญหาพิพาทชายแดน
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ขแมร์ไทมส์ สื่อกัมพูชารายงานว่า แม้จะมีปัญหาตึงเครียดตามแนวชายแดนและการจำกัดการข้ามแดนระหว่างกัน ทว่าในครึ่งปีแรกของปี 2569 นี้ กัมพูชายังคงนำเข้าสินค้าไทย มีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3.3 หมื่นล้านบาท นั่นแสดงให้เห็นว่ากัมพูชายังคงพึ่งพาวัตถุดิบภาคอุตสาหกรรมจากไทยอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจะลดลงก็ตาม
โดยจากข้อมูลสถิติด้านดุลการค้าเผยแพร่โดยกรมศุลกากรและสรรพสามิต(GDCE)ของกัมพูชา เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างกัมพูชาและไทยในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายนปีนี้ อยู่ที่ 1,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 4.5 หมื่นล้านบาท) ซึ่งลดลง 37.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่การส่งออกสินค้าของกัมพูชาไปไทย มีมูลค่า 357 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.25 หมื่นล้านบาท ลดลง 20.3% จาก 448 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ส่วนการนำเข้าสินค้าจากไทยของกัมพูชา ลดลง 41.9% มีมูลค่าอยู่ 1,010 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.38 หมื่นล้านบาท ลดลงจาก 1,740 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนหน้า
แม้มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศจะลดลงอย่างมาก แต่ตัวเลขต่างๆ นี้แสดงให้เห็นว่าไทยยังคงเป็นแหล่งป้อนสินค้าหลักให้กับกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัตถุดิบภาคอุตสาหกรรมและปัจจัยการผลิตที่ยังคงสนับสนุนภาคการผลิต ก่อสร้างและกิจกรรมทางธุรกิจอื่นๆ
ขณะที่การปลุกกระแสเรียกร้องให้บอยคอตสินค้าไทยนั้นได้ส่งผลกระทบต่อสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าเครื่องใช้ภาคครัวเรือน ส่วนการนำเข้าสินค้าจำเป็นในภาคอุตสาหกรรมและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปนั้นยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากภาคธุรกิจจำเป็นต้องใช้สินค้าเหล่านี้ในการดำเนินงาน และแม้ปริมาณการค้าระหว่างสองประเทศจะปรับลดลง แต่ไทยยังคงเป็นหนึ่งใน 5 คู่ค้าหลักของกัมพูชา
นายเจีย จันดารา ประธานสมาคมห่วงโซ่อุปทานทางโลจิสติกส์ของกัมพูชา เปิดเผยว่า กัมพูชายังคงนำเข้าสินค้าหลากหลายประเภทจากไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงวัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร ชิ้นส่วนยานยนต์และรถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์สำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยสินค้าอุตสาหกรรมเหล่านี้จำนวนมากผลิตโดยบริษัทญี่ปุ่นและบริษัทข้ามชาติอื่นๆ ที่ดำเนินธุรกิจในไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับภูมิภาคและฐานการจัดหาสินค้าที่สำคัญสำหรับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงกัมพูชามาอย่างยาวนาน
นายเจียยังเน้นย้ำว่าสินค้าไทยยังคงเข้าสู่ตลาดกัมพูชาได้อย่างต่อเนื่องแม้จะมีความตึงเครียดบริเวณชายแดน ขณะที่กระแสเรียกร้องให้บอยคอตสินค้าไทยนั้น ส่งผลกระทบหลักต่อกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ เนื่องจากสินค้าเหล่านี้สามารถจัดหาจากแหล่งอื่นในภูมิภาคได้ง่ายกว่า
อย่างไรก็ดี นายเจียกล่าวว่า การจะเปลี่ยนคู่ค้าสำคัญไม่สามารถทำได้ชั่วข้ามคืน แต่ภาคธุรกิจจำเป็นต้องใช้เวลาในการหาแหล่งอุปทานทางเลือกอื่น สร้างห่วงโซ่อุปทานไม่ รวมถึงต้องมั่นใจในคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนของสินค้าก่อนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนด้วย

