สีหศักดิ์บรีฟคณะทูต ผลหารืออาเซียน–เมียนมา ชี้ไทยพร้อมเป็นสะพานเชื่อม
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวในเรื่องการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม การประชุมกับกลุ่มคณะเจรจาเพื่อสันติภาพของรัฐบาลที่มาจากเนปิดอร์ รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่พัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม และการเยือนไทยของรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 14 กรกฎาคม หลังจากที่ได้บรรยากายสรุปแก่คณะทูต
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า สำหรับ การประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเมียนมา ซึ่งถือเป็นการพบปะกันครั้งแรกหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในเมียนมา เป็นการประชุมสืบเนื่องจากนโยบาย calibrated reengagement ของไทย ในการกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อหาทางนำเมียนมากลับมาสู่อาเซียน และเพื่อรับทราบถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งอาจทำให้ฝ่ายเมียนมาตอบสนองนโยบายการมีปฏิสัมพันธ์ของไทย ด้วยการให้คำตอบกับข้อกังวลของอาเซียน โดยเฉพาะภายใต้ฉันทามัติ 5 ข้อ ซึ่งรวมถึง การลดระดับความรุนแรง การมีกระบวนการพูดคุยหารืออย่างน่าเชื่อถือกับกลุ่มต่อต้านต่างๆ และการเพิ่มความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยการประชุมในครั้งนี้นับเป็นโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะได้หารือกันอย่างตรงไปตรงมา
นายสีหศักดิ์เปิดเผยว่า หลังจากประชุมดังกล่าว มีการหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเพื่อหาแนวทางในการเดินหน้ากันต่อไป และเห็นว่า ควรมีตัวชี้วัดความคืบหน้าสถานการณ์ในเมียนมา โดยตัวชี้วัดแรกคือ การขยายพื้นที่ในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะความช่วยเหลือที่ผ่าน R5 ของอาเซียน ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะผู้แทนพิเศษของอาเซียนว่าด้วยเมียนมา ก็จะไปเยือนเมียนมาก่อนที่จะมีการประชุมสุดยอดของผู้นำอาเซียนในเดือนพฤศจิกายน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมหลักมนุษยธรรม
ตัวชี้วัดที่สองคือ การลดความรุนแรง โดยเฉพาะผลกระทบต่อพลเรือน ตัวชี้วัดที่สามคือ ความต่อเนื่องของกระบวนการสันติภาพ โดยเฉพาะกระบวนการพูดคุยที่น่าเชื่อถือกับทุกภาคส่วน ตัวชี้วัดที่สี่คือ การสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่เกื้อกูลต่อการพูดคุยและการปรองคองแห่งชาติ เช่น การปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองเพิ่มเติม และการมีพัฒนาการในทางบวกเกี่ยวกับนางออง ซาน ซูจี
และกล่าวต่อว่า ในกรณีของนางออง ซาน ซูจี รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมายืนยันว่า ได้รับการดูแลอย่างดีและเข้าถึงการอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จำเป็น รวมทั้งการดูแลสุขภาพ ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้ขอให้ผู้แทนพิเศษของอาเซียนสามารถเข้าถึงซูจีได้ พร้อมระบุว่า ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนจะเป็นเวทีเพื่อหารือว่าจะเดินหน้าในกรณีเมียนมาต่อไปอย่างไร
นายสีหศักดิ์กล่าวถึง การประชุมกับกลุ่มคณะเจรจาเพื่อสันติภาพ ว่า ผู้เข้าร่วมประชุมนั้นรวมถึง คณะผู้แทนจากองค์กร National Solidarity and Peacemaking Negotiation Committee ของรัฐบาลเมียนมา ซึ่งมีหน้าที่หลักในการหารือสันติภาพกับกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ หลังจากนั้น มีการหารือกับผู้แทนของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมด 6 กลุ่ม ซึ่งทุกฝ่ายเห็นว่า ควรจะมีกลไกทางพูดคุย ทั้งนี้ ประเด็นในการหารือนั้นจะต้องเจรจากันต่อไป โดยไทยได้เสนอตัวเองเป็นผู้อำนวยความสะดวก เช่น การจัดสถานที่ในการหารือ เมื่อทุกฝ่ายพร้อม
นายสีหศักดิ์กล่าวในเรื่อง การเยือนไทยของรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาอย่างเป็นทางการ ว่า การหารือส่วนใหญ่เน้นไปที่ความสัมพันธ์ทวีภาคี โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงชายแดน ซึ่งมีความเร่งด่วนและจะต้องร่วมมือกัน ประกอบไปด้วย การค้าชายแดน การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ขบวนการยาเสพติด ขบวนการสแกมเมอร์ และการแก้ไขปัญหามลพิษในน้ำและอากาศ ซึ่งเรื่องมลพิษในน้ำเป็นประเด็นที่ฝ่ายไทยหยิบยกเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นเรื่องที่คนไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง และเผยว่า ฝ่ายไทยได้เสนอให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเทคนิคโดยเร็ว
และเผยว่า ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาได้พบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทยด้วย พร้อมย้ำว่า นโยบายของไทยต่อเมียนมาเป็นนโยบาย duo track approach ซึ่งคือความสัมพันธ์ทวิภาคีกับ สถานการณ์ในเมียนมา ซึ่งไทยยึดมั่นในฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน
ในช่วงถามตอบ นายสีหศักดิ์ยังกล่าวว่า หลังผ่านมากว่า 5 ปี อาเซียนไม่ได้ละทิ้งฉันทามติ 5 ข้อ แต่เราต้องนำสิ่งเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติ เราจำเป็นที่จะต้องมีการหารือและรับฟัง ขณะที่เมียนมาก็ต้องอธิบายประเด็นต่างๆ ราไมได้บังคับให้ใครทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ เราต้องเปิดกว้างสำหรับการหารือ ขณะนี้กลุ่มชาติพันธุ์ต้องการเวลาเพื่อหาจุดยืนร่วมกันก่อน ซึ่งเขากำลังทำอยู่ เมื่อเขาพร้อมไทยก็พร้อมจะทำหน้าที่อำนวยความสะดวก เราพร้อมเป็นสะพานเชื่อมให้เกิดความคืบหน้าเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ความสำเร็จไม่อาจเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน แค่มีการหารือระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาก็ถือเป็นก้าวที่ดีแล้ว และหวังว่าเราจะค่อยๆ ก้าวต่อไปข้างหน้า แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อย่างน้อยเราก็พยายามทำอะไรบางอย่าง เพราะเราเป็นเพื่อนบ้านของเมียนมา



