หน้าแรก ต่างประเทศ กรมยุโรปเปิดเ...

กรมยุโรปเปิดเวทีถกPPWR เตรียมพร้อมธุรกิจไทยไปEU

15.07.26 | 13:52 น.

กรมยุโรปเปิดเวทีถกPPWR

เตรียมพร้อมธุรกิจไทยไปEU

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ จัดเสวนา Circular Economy: Public-Private Forum ภายใต้หัวข้อ “From Europe to Thailand: Best Practices and Partnerships for Sustainable Packaging Solutions” ณ ห้องนราธิป กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเป็นพื้นที่นำเสนอข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป (อียู) ด้านบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (PPWR) ที่จะส่งผลต่อการส่งออกและการดำเนินธุรกิจของไทย โดยมีโดยมี นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย และ นางสาว Renita Baskha หัวหน้าฝ่ายการค้าและเศรษฐกิจของคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เข้าร่วม พร้อมกับผู้แทนจากหลายภาคส่วน ได้แก่ DG ENV จากคณะกรรมาธิการยุโรป บริษัท Danone, SCG Chemicals และ CPF จากภาคเอกชนชั้นนำ ร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ใช้ได้จริง เพื่อเตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจไทยมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวก็รักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้

นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเปิดงานว่า แม้กฎระเบียบใหม่นี้จะกำหนดความท้าทายแก่ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง แต่ถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อโอกาสในการเข้าถึงตลาดโลก ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน และแสดงความพร้อมในการเป็นพันธมิตรที่ดีที่ได้รับความไว้วางใจในห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก (GVC) การปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐาน PPWR จะช่วยยกระดับภาคการผลิตและการส่งออกที่ยั่งยืนของไทย สะท้อนถึงความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ตลอดจนความมุ่งมั่นสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศมุ่งมั่นสนับสนุนภาคเอกชนและอุตสาหกรรมไทยให้มีความพร้อมต่อกฎระเบียบใหม่นี้ของอียู

ศรัณย์ เจริญสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ

PPWR (Packaging and Packaging Waste Regulation) คืออะไร และไทม์ไลน์สำคัญ

ในการบรรยายช่วงพิเศษ Mr. Michael Bucki ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม การเกษตร และสาธารณสุข คณะผู้แทนอียูประจำประเทศไทย อภิปรายข้อกำหนดและกฎระเบียบใหม่ของ PPWR ว่า กฎระเบียบใหม่ด้านบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (PPWR) ของอียูว่าเป็นส่วนหนึ่งของ EU Green Deal ที่มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน โดยกฎระเบียบใหม่นี้จะกำหนดมาตรฐานการออกแบบและการจัดการบรรจุภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ มุ่งเน้นการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการรีไซเคิล การกำหนดสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล การจัดการสารอันตราย การลดปริมาณบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนติดการฉลากที่ชัดเชน นอกจากนี้ กฎระเบียบนี้ยังครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศในอียู และบรรจุภัณฑ์ที่ส่งออกไปยังอียู รวมถึงสินค้าจากประเทศอื่น เช่น จีน ที่ถูกนำมาบรรจุใหม่ในไทยก่อนส่งไปอียู ก็ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์นี้เช่นกัน

ดร.นุจรินทร์ รามัญกุล ผู้เชี่ยวชาญวิจัยศูนย์เทคโนโลยีและวัสดุแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า PPWR จะครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ทุกชนิด ทุกประเภท ทุกแหล่งกำเนิด กล่าวคือ ทุกอย่างที่เข้าไปอยู่ในคลังสินค้า แม้จะไม่ใช่ตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ จะถือว่าเป็นบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด อาทิเช่น โลหะ พลาสติก กระดาษและกระดาษแข็ง สิ่งทอ ไม้ เป็นต้น โดยการบังคับใช้ PPWR จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่ง ดร.นุจรินทร์ เสนอแนะว่า ผู้ประกอบการไทยและภาคธุรกิจไทยจะต้องขึ้นรถไฟขวนนี้ให้ทัน โดยมีข้อกำหนดที่สำคัญ 2-3 ประการ คือการจำกัดและห้ามใช้สารเคมีที่น่ากังวล (SOC) ข้อกำหนดที่เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ด้านอาหาร และข้อกำหนดด้านเอกสาร เช่น เอกสาร Declaration of Conformity  (DOC) และเอกสาร Technical Documentation (TD) เป็นต้น

Advertisement

อย่างไรก็ดี ความท้าทายของ PPWR คือผู้ผลิตหรือเจ้าของแบรนด์จะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบเรื่องของบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด ตั้งแต่เรื่องการทำเอกสารและรายละเอียดต่าง ๆ โดยภายในปี 2028 จะเริ่มใช้ฉลากบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกัน รวมถึงอาจมีการใช้ Digital Labeling เพื่อความโปร่งใสของข้อมูล ถัดมาภายในปี 2030 จะเป็นหมุดหมายสำคัญ โดยมีข้อกำหนดให้บรรจุภัณฑ์ทุกชนิดต้องรีไซเคิลได้ และบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะต้องมีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลตามที่กำหนด ทั้งนี้ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2026 สหภาพยุโรปจะออกเกณฑ์ EU Equivalence ทซึ่งจะกำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องผ่านเกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพในการรีไซเคิลระดับสูง

ถอดรหัสวิสัยทัศน์และแนวปฏิบัติจากภาคเอกชน

ในช่วงแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และแนวปฏิบัติที่ดีจากบริษัทเอกชนชั้นนำต่าง ๆ มีผู้ดำเนินรายการ ได้แก่ ดร.นุจรินทร์ และ ดร. วศิมน เรืองเล็ก กรรมการและอนุกรรมการสถาบัน สังกัดสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (circular economy driver) โดยมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ นายสิรภาคย์ หงส์วัฒนกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาธารณะและความยั่งยืนประจำประเทศไทยและลาว บริษัทดานอน สเปเชียลไลซ์นิวทริชั่น (ประเทศไทย) จำกัด นายทวิน สมบูรณ์ศักดิกุล ตัวแทนกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ บริษัทไทยโพลิเอททีลีน จำกัด ในธุรกิจเอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) นายกิตติ หวังวิวัฒน์ศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ บริษัทซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ นายคงศักดิ์ ดอกบัว ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพลาสติก

นายสิรภาคย์กล่าวถึงวิสัยทัศน์และแนวปฏิบัติของบริษัทว่า บริษัทดานอนปฏิบัติตามเกณฑ์ของบริษัทแม่ในยุโรปอยู่แล้ว เนื่องจากบริษัทแม่ตั้งอยู่ในประเทศอียูโดยตรง โดยแนวทางกฎระเบียบ PPWR จะถูกบรรจุเข้าเป็นหนึ่งใน KPI ของบริษัททั่วโลก ด้านบริษัทดานอนนั้นมี sustainability roadmap ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงบวก ทั้งต่อธุรกิจ สุขภาพของผู้คน สิ่งอวดล้อม และชุมชน ดังนั้น นายสิรภาคย์ชี้ว่า PPWR จะตอบโจทย์สิ่งที่เรียกว่าส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและต่อชุมชนไปพร้อมๆ กัน

ขณะที่นายทวินระบุว่า บริษัท SCGC (SCG Chemical) มุ่งเน้นกลยุทธ์ 5 ด้าน ได้แก่ การรีไซเคิล, เพิ่มการใช้วัสดุรีไซเคิล, ลดสารอันตราย, ลดปริมาณวัสดุ และการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)​

ด้านนายกิตติกล่าวว่า มีแนวปฏิบัติตั้งเป้าให้บรรจุภัณฑ์ทั้งหมด Reuse, Recycle หรือ Compost ได้ภายในปี 2030 โดยความท้าทายอยู่ที่บรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหาร ที่ต้องรักษาความปลอดภัยของอาหารควบคู่ไปกับความยั่งยืน ขณะเดียวกันก็มี Roadmap ด้านการใช้บรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน

นายคงศักดิ์ ในฐานะตัวแทนจากสถาบันพลาสติก ระบุว่า ผู้ประกอบการไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะ SMEs ยังไม่พร้อมและขาดความรู้เกี่ยวกับ PPWR ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกปฏิเสธสินค้านำเข้าได้ และจะเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงกว่าการโดนปรับ ดังนั้น การกระจายความรู้ให้ผู้ประกอบการทั้งรายย่อยและรายใหญ่อย่างทั่วถึงจึงมีความสำคัญและเร่งด่วน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับหมุดหมายแรกในวันที่ 12 สิงหาคมที่กำลังจะถึงนี้

สำหรับข้อเสนอแนะและทางออกสำหรับประเทศไทย ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เนื่องจากกฎหมายมีความซับซ้อนและมาตรฐานยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดร.นุจรินทร์เสนอให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วม PPWR Consortium Thailand ซึ่งจะเป็นเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเตรียมความพร้อมร่วมกัน นอกจากนี้ ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 กรมยุโรปร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลล์ จะจัดสัมมนาออนไลน์ เพื่อสอนวิธีวิธีการจัดทำเอกสาร Declaration of Conformity (DOC) และเอกสารทางเทคนิคสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกด้วย

นางสาวสมฤดี พู่พรอเนก รองอธิบดีกรมยุโรป รักษาราชการแทนอธิบดีกรมยุโรป กล่าวว่า หนทางนับจากนี้ไปจะไม่ง่าย รวมถึงจะมีความยุ่งยากและสลับซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีความตั้งใจจริง อีกทั้งยังมีประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนรู้และมีส่วนร่วมกับทางสหภาพยุโรปที่ผ่านมา อาทิ CBAM หรือ EUDR เป็นต้น โดยเราไม่ได้ริเริ่มจากศูนย์ ดังนั้น เราจึงรู้ว่าเราควรมีส่วนร่วมกับใคร อย่างไร ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการเตรียมความพร้อมที่ดี

แม้กฎระเบียบ PPWR จะมีความท้าทาย สลับซับซ้อน และยังต้องอาศัยการเข้าถึงข้อมูลอีกมาก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการและภาคธุรกิจไทยในการปรับตัวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานสากล เพราะในปัจจุบัน ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่กลายเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ใครที่สามารถปรับตัวได้ก่อน ย่อมเป็นผู้อยู่รอดท่ามกลางสภาวะไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างแน่นอน