หน้าแรก ต่างประเทศ วิเทศวิถี : ถ...

วิเทศวิถี : ถกรมว.กต.-กลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา สะท้อนบทบาทสร้างสรรค์ไทยในอาเซียน

20.07.26 | 09:58 น.

ถกรมว.กต.-กลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา
สะท้อนบทบาทสร้างสรรค์ไทยในอาเซียน

ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับ นายติน หม่อง ซเว รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาของไทยเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการหารือแบบเห็นหน้าค่าตาครั้งแรกในรอบมากกว่า 5 ปี หลังการยึดอำนาจจากรัฐบาลเมียนมาที่นำโดย นางออง ซาน ซูจี โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนมาร่วมประชุมเองเกือบครบทุกประเทศ เว้นแต่มาเลเซียที่ส่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศมาเข้าร่วม และกัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศเดียวที่ไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วม ทั้งยังการจัดการหารือกับคณะกรรมการเจรจาเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติและสันติภาพ (NSPNC) รวมถึงผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ 6 กลุ่ม ที่พัทยาในวันถัดมา ซึ่งมีเพียง เทเรซา ลาซาโร รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะแทนพิเศษของอาเซียนเรื่องเมียนมา และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประเทศที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดการประชุม เข้าร่วมการหารือ

การประชุมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน 2 วันดังกล่าว ถือเป็นการแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทย ในความพยายามที่นายสีหศักดิ์บอกว่า ไทยพร้อมจะแสดงบทบาทในการเป็น “สะพานเชื่อม” ให้เกิดความคืบหน้าเท่าที่จะเป็นไปได้ พร้อมย้ำว่า ไทยไม่ต้องการเป็นผู้โน้มน้าว แต่อยากเป็นสะพานเชื่อมให้พวกเขาได้คุยกัน เพราะสถานการณ์ในเมียนมาขณะนี้ต้องเปลี่ยนจากสนามรบไปสู่สนามการเจรจา แม้ว่าอาจมีคนที่ยังตั้งข้อสงสัยกับการเลือกตั้งในเมียนมา แต่สิ่งที่ทุกคนต้องยอมรับคือเป็นไปไม่ได้ที่จะให้มีการจัดการเลือกตั้งในเมียนมาขึ้นใหม่ในเวลานี้ ดังนั้นสิ่งที่ควรต้องช่วยกันทำต่อไปคือการขยายผลให้เมียนมาสามารถเดินหน้าต่อไปได้

หากมองในอีกมุมหนึ่ง การประชุมทั้งสองเวทีดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่า แม้ในปีที่ผ่านมา ปัญหาไทย-กัมพูชา ซึ่งทำให้เกิดการสู้รบกันตามแนวชายแดนระหว่างสองประเทศอาจส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์ของอาเซียน ที่เคยเป็นพื้นที่ซึ่งสงบสุขปราศจากการสู้รบ แต่ภายใต้ความขัดแย้งนั้น ไทยก็ยังคงยึดมั่นและแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์เพื่อผลประโยชน์ของอาเซียนโดยรวม เพราะประเด็นสถานการณ์ในเมียนมาไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบกับอาเซียนมาเป็นเวลานานหลายปี ทำให้เห็นว่าอาเซียนสามารถที่แก้ไขปัญหาภายใต้หลักการ ความเป็นแกนกลางของอาเซียน ขณะเดียวกันไทยในฐานะเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับเมียนมามากกว่า 2,400 กิโลเมตร ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้นในเมียนมามากกว่าประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ความสงบสุขในเมียนมาก็ย่อมส่งผลดีกับไทยด้วยเช่นกัน

ส่วนสาเหตุที่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่เดินทางมาร่วมประชุมในไทยทั้งหมดไม่ได้ไปร่วมหารือที่พัทยาด้วย ก็เป็นเพราะการกระทำเช่นนั้นอาจถูกมองว่าเป็นการให้การรับรองกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องสมควรทำในเวลานี้ แต่ผลการหารือที่เกิดขึ้นที่พัทยา ก็จะถูกนำไปรายงานให้ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (AMM) ซึ่งจะเกิดขึ้นที่ฟิลปปินส์ในสัปดาห์นี้ได้ทราบอยู่แล้ว

Advertisement

และเพราะทราบดีกว่าประเด็นเมียนมาเป็นเรื่องที่ประชาคมโลกสนใจ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม นายสีหศักดิ์ได้บรรยายสรุปผลการหารือในทั้งสองเวทีดังกล่าวให้คณะทูตานุทูตในไทยได้รับทราบถึงพัฒนาการที่เกิดขึ้น ซึ่งก็มีผู้แทนประเทศต่างๆ เข้าร่วมรับฟังอย่างล้นหลาม โดยนายสีหศักดิ์ได้แถลงกับสื่อภายหลังว่า ฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งในเมียนมาพร้อมที่จะเจรจา แต่ขณะนี้พวกเขาจะต้องทำการหารือเพื่อกำหนดจุดยืนร่วมกันเสียก่อน และคาดหวังว่าที่สุดแล้วจะสามารถหาจุดร่วมบางอย่างเพื่อทำให้เริ่มต้นการเจรจาได้ เมื่อทุกฝ่ายพร้อมไทยก็จะทำหน้าที่อำนวยความสะดวกต่อไป

ลาซาโร ในฐานะประธานอาเซียนกล่าวระหว่างแถลงข่าวว่า ตามแถลงการณ์ของประธานการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 46 ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์กล่าวว่า เมียนมายังคงเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญและแยกออกจากอาเซียนไม่ได้ พัฒนาการที่เกิดขึ้นในเมียนมาทำให้พวกเราจำเป็นต้องทบทวนและกำหนดแนวทางใหม่ว่า อาเซียนควรมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างไรจึงจะเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็เป็นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า แนวทางของอาเซียนต่อเมียนมากำลังมีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน

การหารือครั้งนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า อาเซียนมีความตั้งใจที่จะก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลง และช่วยสนับสนุนเมียนมาให้บรรลุทางออกอย่างสันติและยั่งยืน โดยยึดหลักฉันทามติ 5 ข้อเป็นกรอบที่สำคัญ และแม้จะไม่ใช่การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างเป็นทางการ แต่ก็ถือเป็นก้าวแรกของการหารือที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต พร้อมแสดงความคาดหวังว่าเมียนมาจะทำให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมและตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นการยุติการสู้รบ การส่งเสริมการเจรจาทางการเมืองระดับชาติที่สร้างสรรค์และครอบคลุมทุกฝ่าย และการขยายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มโดยไม่เลือกปฏิบัติ

ประธานอาเซียนบอกด้วยว่า แม้จะรับทราบถึงก้าวเชิงบวกที่เมียนมาได้ดำเนินการ แต่ก็ยังมีหลายด้านที่จำเป็นต้องปรับปรุง ไม่ว่าจะเป็นการยุติการสู้รบ การส่งเสริมการเจรจาที่สร้างสรรค์และครอบคลุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และการขยายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ทั้งยังประกาศความพร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อช่วยให้เมียนมาสามารถค้นหาทางออกจากวิกฤตที่สันติและยั่งยืน ซึ่งต้องเป็นกระบวนการที่เมียนมาเป็นเจ้าของและเป็นผู้ขับเคลื่อนด้วยตนเองต่อไป

เมื่อถูกตั้งคำถามว่าการเชิญเมียนมามาร่วมประชุมจะทำให้เกิดความกังวลหรือความเสี่ยงหรือไม่ ลาซาโรบอกว่า เธอไม่มองเช่นนั้น ตรงกันข้าม เธอมองว่าการประชุมที่เกิดขึ้นในไทยถือเป็นพัฒนาการเชิงบวก สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือภารกิจด้านมนุษยธรรมที่เธอจะเดินทางไปเมียนมาในช่วงครึ่งปีหลังนี้ และการที่เมียนมาได้อนุญาตให้สามารถเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่บางจุดที่เคยเป็นพื้นที่ซึ่งมีความอ่อนไหวอย่างมากสำหรับรัฐบาลเมียนมา

แน่นอนว่า ประเด็นที่ทั้งอาเซียนและประชาคมโลกให้ความสนใจมากที่สุด คือเรื่องของนางออง ซาน ซูจี ซึ่งนายสีหศักดิ์ระบุว่า ระหว่างการบรรยายสรุป รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมายืนยันว่า ซูจีได้รับการดูแลอย่างดี และสามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างที่จำเป็น และมีสุขภาพแข็งแรง ขณะที่อาเซียนก็คาดหวังว่า เมื่อลาซาโรเดินทางไปเยือนเมียนมา จะได้รับโอกาสให้พบกับซูจีด้วยตนเอง เพื่อที่อาเซียนจะสามารถยืนยันข้อเท็จจริงที่รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาแจ้งต่อที่ประชุมได้ ซึ่งหากความคาดหวังดังกล่าวกลายเป็นความจริง ก็จะเป็นเรื่องดีทั้งสำหรับเมียนมาเองและเป็นเรื่องดีสำหรับอาเซียนด้วยเช่นกัน

หนทางข้างหน้าจนกว่าจะถึงวันที่เมียนมาสามารถกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนได้อย่างสมบูรณ์ไม่ง่ายนัก และยังมีอะไรอีกมากที่เมียนมาจะต้องดำเนินการต่อไป แต่ข้อเสนอของนายสีหศักดิ์ภายใต้แนวทาง “การมีส่วนร่วมอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีเงื่อนไข” ต่อเมียนมา ก็เป็นกรอบที่จะช่วยให้การเดินหน้าไปสู่เป้าหมายนั้นมีความเป็นไปได้มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้เป็นการให้เช็คเปล่ากับเมียนมา เพราะในกระบวนการกลับมามีปฏิสัมพันธ์กันอีกครั้งนั้น เมียนมาก็ต้องแสดงให้เห็นว่าพร้อมจะรับฟังและตอบสนองต่อข้อกังวลของอาเซียนเช่นกัน ขณะที่การที่อาเซียนได้พบหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นกลางและการให้ความสำคัญกับทุกฝ่ายด้วยเช่นกัน

หลังจากนี้ก็น่าจะมีการหารือเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง มีการประชุมในกรอบต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการแก้ไขปัญหาในเมียนมา และที่ทุกคนจับจ้องรอดูคือการเดินทางเยือนเมียนมาของลาซาโรว่าจะได้พบกับซูจีด้วยหรือไม่ จนกว่าจะถึงเวลานั้นก็หวังว่า ทุกฝ่ายในเมียนมาจะตระหนักถึงความหวังดีและความตั้งใจที่จะช่วยให้เมียนมาก้าวพ้นความขัดแย้งที่ฉุดรั้งประเทศมานานหลายปี และหันมาแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาพูดคุย ซึ่งเป็นช่องทางที่ควรจะเป็นและน่าจะนำพาทุกฝ่ายไปสู่การหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกันได้

ในโอกาสเดียวกันนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมายังเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้มีการหารือถึงความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกัน โดยนายสีหศักดิ์ได้เสนอให้มีการตั้งคณะทำงานด้านเทคนิคขึ้นเพื่อจัดการกับปัญหามลพิษชข้ามพรมแดน รวมถึงเสนอให้มีการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง คาดว่ารายละเอียดต่างๆ น่าจะมีการหยิบยกมาพูดคุยกันต่อไปในระหว่างการเยือนไทยของมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมาในต้นเดือนสิงหาคมนี้ หลังจากที่มีการเยือนอินเดีย จีน และลาวไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งการเยือนที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในเพลานี้