โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : การประชุมสุดยอดนาโต 2026 เมื่อความมั่นคงยุโรปต้องแลกด้วยต้นทุนมหาศาล
การประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลกติกเหนือ (นาโต) ประจำปี 2026 ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี ไม่ได้เป็นเพียงเวทีหารือความมั่นคงระหว่างชาติสมาชิกทั้ง 32 ประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในภูมิรัฐศาสตร์โลก เมื่อพันธมิตรทหารที่มีสหรัฐเป็นเสาหลัก ต้องเผชิญความท้าทายจากทั้งภัยคุกคามภายนอกอย่างสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความผันผวนภายใน ท่ามกลางการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐกับจีน รวมถึงความไม่แน่นอนของบทบาทสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ การประชุมครั้งนี้จึงนำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า นาโตจะสามารถรักษาความเป็นเอกภาพของพันธมิตร พร้อมกับปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่ซับซ้อนขึ้นได้อย่างไร ในโลกที่มหาอำนาจต่างดำเนินนโยบายตามผลประโยชน์ของตนเองมากขึ้น
หนึ่งในประเด็นหลักคือ ความพยายามผลักดันให้ชาติสมาชิกเพิ่มงบประมาณกลาโหมสู่เป้าหมาย 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ภายในปี 2035 ภายใต้การนำของ มาร์ก รุตเตอ เลขาธิการนาโต ซึ่งพยายามแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในประเด็นดังกล่าวเพื่อตอบสนองต่อเสียงวิจารณ์ของสหรัฐ ที่มองว่ายุโรปพึ่งพาวอชิงตันมากเกินไป การผลักดันนี้ส่งผลให้งบประมาณกลาโหมของยุโรปและแคนาดาพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ทรัมป์กลับมารับตำแหน่ง จนถูกเรียกว่าเป็น “ทรัมป์ ทริลเลียน” ซึ่งสะท้อนว่าแรงกดดันจากสหรัฐเป็นตัวเร่งสำคัญให้พันธมิตรนาโตต้องปรับตัว
อย่างไรก็ตาม เป้าหมาย 5% นี้ไม่ได้ราบรื่นนัก โดยเฉพาะสเปนที่ชี้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะสร้างภาระทางการคลังที่หนักหน่วง และส่งผลกระทบต่อสวัสดิการสังคมและการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ แม้สุดท้ายสเปนจะยืนยันยึดมั่นในพันธกรณี แต่มันก็ชี้ชัดว่าความท้าทายของนาโตไม่ได้มีแค่ภัยภายนอก แต่ยังรวมถึงการสร้างฉันทามติท่ามกลางข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์แห่งชาติที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นแสนยานุภาพทางทหารได้ทันที เพราะการผลิตอาวุธและการฝึกกำลังพลล้วนต้องใช้เวลา โจทย์ของนาโตจึงไม่ใช่แค่เรื่อง การเพิ่มเงินให้มากขึ้น แต่คือ การเปลี่ยนทรัพยากรให้เป็นศักยภาพทางทหารที่ใช้งานได้จริงอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ นาโตยังให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมกลาโหมเพื่อรับมือสงครามยุคใหม่ โดยประกาศข้อตกลงมูลค่ากว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุมเทคโนโลยีอวกาศ อาวุธโจมตีระยะไกล ระบบบัญชาการ เรือดำน้ำ และโดรน พร้อมเปิดตัวโครงการใหม่อย่าง ประตูหน้าสู่ภาคอุตสาหกรรมของนาโตและเครื่องยนต์นาโต เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและร่วมพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกัน สะท้อนให้เห็นว่าสงครามในปัจจุบันไม่ได้ตัดสินด้วยจำนวนกำลังพล แต่ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถการผลิตและการรักษาห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสงครามรัสเซีย-ยูเครน คือข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า ในการทำสงครามระยะยาว ชาติที่ไม่สามารถทดแทนอาวุธที่สูญเสียไปได้อย่างต่อเนื่องจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในที่สุด
ในมิติด้านการเมือง การรักษาความเชื่อมั่นต่อมาตรา 5 ของสนธิสัญญาวอชิงตัน ที่ระบุว่าการโจมตีสมาชิกหนึ่งประเทศถือเป็นการโจมตีสมาชิกทั้งหมด กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาเป็นพิเศษท่ามกลางความกังวลต่อจุดยืนของทรัมป์ที่เคยวิพากษ์วิจารณ์นาโตอย่างรุนแรง ความระแวงนี้ยังถูกตอกย้ำด้วยท่าทีของทรัมป์ต่อกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก ที่ทรัมป์ยังคงเน้นย้ำถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ ชี้ให้เห็นว่าในบางสถานการณ์ ผลประโยชน์แห่งชาติของมหาอำนาจอาจอยู่เหนือความเป็นพันธมิตร ยุโรปจึงเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าควรเตรียมพร้อมแบกรับความมั่นคงของตนเองมากขึ้นหรือไม่ ถึงกระนั้น ในความเป็นจริงยุโรปก็ยังคงต้องรักษาสมดุลนี้ไว้ เพราะสหรัฐยังคงเป็นกำลังหลักในทุกมิติของนาโต
สำหรับสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ทรัมป์ได้ประกาศอนุญาตให้ยูเครนผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นแพทริออตภายใต้ลิขสิทธิ์ของสหรัฐ ซึ่งช่วยอุดจุดอ่อนสำคัญด้านการป้องกันภัยทางอากาศของยูเครน แต่การสร้างระบบป้องกันและฐานการผลิตนั้นต้องใช้เวลาและงบประมาณมหาศาล ขณะที่รัสเซียยังมีข้อได้เปรียบด้านกำลังพลและภาคอุตสาหกรรมทหารขนาดใหญ่ สงครามครั้งนี้จึงยังเป็นการแข่งขันด้านทรัพยากรและความอดทนของทั้งสองฝ่าย นาโตจึงต้องเผชิญโจทย์ยากในการสนับสนุนยูเครนโดยไม่ให้กระทบต่อความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามอื่นๆ
ขณะเดียวกัน นาโตเริ่มจับตาการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับจีนมากขึ้น โดยเชื่อมโยงความมั่นคงของยุโรปเข้ากับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ทว่าสมาชิกนาโตยังมีความเห็นแตกแยกกันในประเด็นนี้ เนื่องจากจีนเป็นคู่ค้าทางเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งของหลายประเทศในยุโรป การเร่งลดการพึ่งพาจีนจึงทำได้ยาก โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า สมาชิกจะสามารถสร้างจุดยืนร่วมกันท่ามกลางผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันได้อย่างไร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความท้าทายของนาโตในระยะต่อไปอาจไม่ได้อยู่ที่การกำหนดว่าใครคือคู่แข่งหลักเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้สมาชิกสามารถกำหนดท่าทีร่วมกันได้ แม้แต่ละประเทศจะมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกัน
ความพยายามสร้างเสาหลักแห่งความมั่นคงของยุโรปภายในนาโตเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐ กำลังนำไปสู่ ภาวะย้อนแย้งทางเศรษฐกิจ ยิ่งรัสเซียคุกคาม ยุโรปยิ่งต้องเร่งเพิ่มงบประมาณทหาร ซึ่งหมายถึงภาระทางการคลังที่หนักหน่วง ท่ามกลางปัญหาเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะ และต้นทุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานหลังจากตัดขาดการพึ่งพารัสเซีย ซ้ำร้าย ยุโรปยังต้องเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภัยแล้งและคลื่นความร้อนที่ร้อนจัดรุนแรงครั้งประวัติการณ์
ปัจจัยรุมเร้าเหล่านี้ทำให้รัฐบาลยุโรปต้องเผชิญกับคำถามสำคัญว่า จะสามารถเพิ่มการลงทุนด้านกลาโหมตามที่นาโตต้องการได้มากเพียงใด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของประชาชน และการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติภายในประเทศตัวเองไปพร้อมๆ กัน
ยิ่งไปกว่านั้น ยุโรปยังต้องรับผลกระทบจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางจากการดำเนินนโยบายของทรัมป์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้งในเวลานี้ด้วยการทำลายโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนในอิหร่านและการตอบโต้กลับไปยังหลายประเทศในตะวันออกกล่าง จนเส้นทางสัญจรทางเรือที่มีความสำคัญยิ่งดังกล่าวประสบภาวะชะงักกันอีกครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกโดยตรง แม้จะอยู่นอกพื้นที่ของนาโต แต่ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า ความมั่นคงของยุโรปไม่สามารถแยกออกจากความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกได้ ผู้นำยุโรปจึงต้องเผชิญคำถามข้อใหญ่ว่าจะรักษาความมั่นคงอย่างไร โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศอ่อนแอลง
เมื่อพิจารณาในภาพรวม การประชุมนาโตปี 2026 คือจุดเปลี่ยนผ่านของพันธมิตรตะวันตกที่พยายามลดการพึ่งพาศูนย์กลางอย่างสหรัฐ และเพิ่มบทบาทของยุโรปให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังต้องรักษาสัมพันธ์อันดีกับทรัมป์ต่อไป ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไรก็ตาม
การประชุมนาโตปี 2026 สะท้อนว่า ความท้าทายที่แท้จริงอาจไม่ใช่การรับมือศัตรูภายนอก แต่คือการรักษาเอกภาพภายในท่ามกลางโลกหลายขั้วอำนาจ หากนาโตสามารถเปลี่ยนแรงกดดันรอบด้านให้เป็นแรงผลักดันในการพัฒนาศักยภาพทหารและกระชับความร่วมมือระหว่างกันให้มั่นคงได้ พันธมิตรแห่งนี้ก็จะยังคงเป็นเสาหลักของสถาปัตยกรรมความมั่นคงที่พร้อมปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงไป แต่หากรอยร้าวภายในขยายตัว โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของสหรัฐ และผลประโยชน์ที่ขัดกันเอง นาโตย่อมต้องเผชิญคำถามสำคัญว่า พันธมิตรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสู้กับภัยคุกคามร่วม จะยังรักษาความเป็นหนึ่งเดียวไว้ได้หรือไม่
เพราะในท้ายที่สุด ความแข็งแกร่งของนาโตในศตวรรษที่ 21 อาจไม่ได้ถูกวัดจากจำนวนกำลังพลหรือขนาดงบประมาณทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่จะถูกวัดจากความสามารถของพันธมิตรในการรักษาความเป็นเอกภาพ ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การแข่งขันของมหาอำนาจ และผลประโยชน์ที่ซับซ้อนมากขึ้น

