บลูมเบิร์ก ตีข่าว ก.ล.ต.จ่อนำไอเดีย NISA ญี่ปุ่น ปั้นแผนเกษียณ ลงทุนหุ้น-พันธบัตร ลดหย่อนภาษี 6 แสนบาท
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ไทยเตรียมจะเปิดตัวโครงการออมเงินโดยได้แรงบันดาลใจจากญี่ปุ่น เพื่อช่วยเหลือตลาดทุน
ภาใต้โครงการนี้ นักลงทุนจะสามารถจัดสรรคเงินลงทุนได้สูงสุดถึง 600,000 บาทต่อปี ลงในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย
ประเทศไทย กลังเร่งดำเนินมาตรการทุกวิถีทางเพื่อดึงเงินออมภาคครัสเรือนที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ เปลี่ยนมาเป็นการลงทุนระยะยาวในหุ้น และ พันธบัตร ท่ามกลางสถานการณ์สังคมสูงวัยที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ภาระด้านเงินบำนาญและค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้น
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ระบุว่า ภายใต้โครงการที่เสนอขึ้นใหม่ในชื่อ Thailand Individual Savings Account (TISA) นักลงทุนไทยจะสามารถจัดสรรเงินลงทุนได้สูงสุด 600,000 บาท ต่อปี ในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย อาทิ หุ้น ตราสารหนี้ และ กองทุนรวม
โครงการดังกล่าวออกแบบโดยอ้างอิงรูปแบบมาจาก Nippon Individual Savings Account (NISA) ของญี่ปุ่น เพื่อจูงใจให้ภาคครัวเรือนหันมาลงทุนระยะยาว โดยกำหนดเป้าหมายการลงทุน แทนที่จะเก็บออมเงินไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นหลัก ซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำ
แนวคิดดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาหารือเป็นครั้งแรกเมื่อเกือบหนึ่งปีก่อน ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยมีผลการดำเนินงานย่ำแย่ติดอันดับต้นๆของโลก อันเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อจนทำให้เกิดการไหลออกของนักลงทุนต่างชาติ
“เรากำลังมองหาวิธีจูงใจให้ภาคครัวเรือนเปลี่ยนเงินออกมาเป็นการลงทุนผ่านมาตรการทางภาษี” พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาฯก.ล.ต. ระบุ และว่า นอกจากนี้ ยังเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยแก้ไขปัญหาช่องว่างด้านเงินเกษียณและเงินบำนาญที่กำลังขยายตัว ที่นับวันยิ่งทวีความสำคัญและเร่งด่วนขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางสภาวะสังคมสูงวัยที่เกิดขึ้นรวดเร็ว
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศไทยซึ่งเป็น 1 ในประเทศที่มีประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในเอเชีย กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนการดูแลผู้สูงอายุและภาระด้านเงินบำนาญที่เพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้รัฐเชื่อว่าการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาลงทุนระยะยาวมากขึ้นจะช่วยสร้างความมั่นคงในวัยเกษียณ พร้อมทั้งช่วยดึงเม็ดเงินออมภายในประเทศเข้าสู่ตลาดทุนของไทยได้มากขึ้นอีกทางหนึ่ง
ปัจจุบันประเทศไทยมีมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาที่ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเกษียณอายุ และ กองทุนเพื่อการออมระยะยาวที่ได้รับการรับรองจากรัฐ ซึ่งข้อมูลจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุนระบุว่า กองทุนเหล่านี้มีมูลค่าทรัพย์สินรวมกันประมาณ 725,000 ล้านบาท
นางสาวพรอนงค์ กล่าวว่า TISA ถือเป็นครั้งแรกที่นักลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุนโดยตรงในหุ้นและพันธบัตร โดยโครงการนี้จะเข้ามาแทนที่กองทุนเพื่อการลดหย่อนภาษีที่มีในปัจจุบัน ซึ่งเดิมถูกจัดตั้งขึ้นเป็นมาตรการระยะสั้น และมักมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขบ่อยครั้ง
นางสาวพรอนงค์ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาจัดทำบัญชีเงินออมสำหรับเด็ก ซึ่งจะได้รับยกเว้นภาษีสำหรับรายได้จากดอกเบี้ยกำไรส่วนต่างราคา และ เงินปันผล โดยผู้ปกครองสามารถลงทุนได้สูงสุดปีละ 200,000 บาท ต่อเด็กหนึ่งคนจนกว่าเด็กจะมีอายุครบ 20 ปี ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมการออมระยะยาวตั้งแต่ยังเยาว์วัย

