หน้าแรก ต่างประเทศ ทรัมป์สั่งเพิ...

ทรัมป์สั่งเพิ่ม ภาษีนำเข้าสินค้าแคนาดาบางรายการ 50% มีผล 19 ส.ค.

21.07.26 | 10:51 น.
REUTERS

ทรัมป์สั่งเพิ่ม ภาษีนำเข้าสินค้าแคนาดาบางรายการ 50% มีผล 19 ส.ค.

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศเก็บภาษีนำเข้า 50% กับสินค้านำเข้าจากแคนาดาหลายรายการเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม เพื่อตอบโต้สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อรถยนต์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์นมที่ผลิตในสหรัฐ ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจเปิดแนวรบใหม่ในสงครามการค้าโลก

การเรียกเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าแคนาดาตั้งแต่ไวน์ ซีเมนต์ ไปจนถึงอุปกรณ์ฮอกกี้น้ำแข็ง ทรัมป์ได้ใช้อำนาจตาม มาตรา 338 ของกฎหมายภาษีศุลกากรปี 1930 ซึ่งให้อนุญาตให้ประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีตอบโต้ได้สูงสุดถึง 50% ต่อประเทศคู่ค้าที่ถูกมองว่าเลือกปฏิบัติต่อสินค้าของสหรัฐ ถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำกฎหมายมาตราดังกล่าวมาใช้ในรอบเกือบ 100 ปี

ภาษีใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ในอีก 30 วันข้างหน้า จะครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์นม สระว่ายน้ำ เฟอร์นิเจอร์ เบ็ดตกปลา เมล็ดพันธุ์ เสื้อผ้า และวิกผม รวมถึงสินค้าอื่นๆ อีกหลายรายการ

เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ระบุในแถลงการณ์ว่า ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐพยายามรักษาข้อตกลงการค้าที่เป็นธรรมและต่างตอบแทนกับคู่ค้าของเรา แต่แคนาดาซึ่งแตกต่างจากประเทศคู่ค้าและพันธมิตรอื่นๆ ยังคงตอบโต้สหรัฐจากความพยายามของเราในการปรับสมดุลทางการค้า และปกป้องอุตสาหกรรมของสหรัฐ ในภาคส่วนที่มีความอ่อนไหวต่อความมั่นคงแห่งชาติ

เกรียร์ยังจงใจไม่รวมแคนาดาไว้ในการเจรจากับเม็กซิโกเกี่ยวกับการแก้ไข ความตกลงการค้าสหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ตามที่สหรัฐต้องการ โดยในสัปดาห์นี้เขามีกำหนดหารือทวิภาคีกับเม็กซิโกที่กรุงเม็กซิโกซิตี้

Advertisement

ด้านมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ระบุในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลของเขาได้ยื่นข้อเสนอที่ครอบคลุมเพื่อแก้ไขข้อพิพาททางการค้ากับสหรัฐ พร้อมยืนยันว่ามาตรการภาษีที่ทรัมป์เคยกำหนดก่อนหน้านี้ละเมิดข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนือ

“ข้อพิพาททางการค้านี้ทำให้ค่าครองชีพของครอบครัวประชาชนสูงขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐ” คาร์นีย์กล่าวว่า พร้อมย้ำว่า แคนาดาพร้อมที่จะมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันเพื่อแก้ไขปัญหาที่ยังค้างคากับสหรัฐ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนของเรา

ภาษีชุดใหม่ของทรัมป์จะมีผลในวันที่ 19 สิงหาคม และจะบังคับใช้ไม่ว่าสินค้านั้นจะมีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีภายใต้ USMCA หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ยกเว้นสินค้าสำคัญบางประเภท ได้แก่ พลังงาน โพแทช ปลา แร่ธาตุสำคัญ และสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีตามมาตรา 232 อยู่แล้ว

ทำเนียบขาวระบุว่า เหตุผลส่วนหนึ่งของการขึ้นภาษีครั้งนี้คือ ระบบบริหารจัดการอุปทานผลิตภัณฑ์นมของแคนาดาที่มีลักษณะกีดกันทางการค้า รวมถึงการเก็บภาษีและกำหนดโควตากับรถยนต์ที่นำเข้าจากสหรัฐ แต่กลับไม่ใช้มาตรการเดียวกันกับรถยนต์จากประเทศอื่น

คาร์นีย์ยืนยันว่า แคนาดาเพียงใช้สิทธิของตนในการตอบโต้ด้วยมาตรการที่เท่าเทียมกันต่อภาษีในภาคยานยนต์ที่สหรัฐกำหนดขึ้น ซึ่งละเมิดข้อตกลง USMCA

รัฐบาลทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่า แคนาดาและจีนได้ใช้มาตรการตอบโต้ หลังจากทรัมป์พยายามกำหนดมาตรการภาษีศุลกากรจำนวนมากนับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อปีที่แล้ว

ทั้งนี้ ระหว่างที่ทรัมป์และคาร์นีย์พบกันในศึกฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศที่รัฐนิวเจอร์ซีย์เมื่อวันอาทิตย์ ทรัมป์เรียกร้องให้คาร์นีย์ดำเนินการควบคุมไฟป่าที่ทำให้ควันไฟปกคลุมพื้นที่กว้างของสหรัฐ อีกทั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์ยังขู่ว่าจะเพิ่ม “ต้นทุนที่ประเมินค่าไม่ได้” ในการจัดการกับมลพิษรวมเป็นเหตุผลในการเพิ่มภาษีกับสินค้าจากแคนาดาที่มีอยู่แล้ว

กฎหมายภาษีศุลกากรปี 1930 และมาตรา 338 เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดจากการที่สหรัฐขึ้นภาษีศุลกากรครั้งใหญ่ ซึ่งนำไปสู่การตอบโต้จากประเทศต่างๆ โดยนักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจจำนวนมากมองว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1930 ยิ่งเลวร้ายลง

จอห์น เวโรโน ผู้เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่การค้าสหรัฐในรัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และเป็นผู้ศึกษากฎหมายฉบับนี้อย่างละเอียด กล่าวว่า มาตรา 338 ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อให้ประเทศต่างๆ ใช้อัตราภาษีศุลกากรอย่างเท่าเทียม และไม่ให้อัตราพิเศษแก่บางประเทศจนส่งผลเสียต่อการส่งออกของสหรัฐ

เวโรโนกล่าวอีกว่า ประธานาธิบดีหลายคน รวมถึงแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ เคยพิจารณาใช้มาตรา 338 เพื่อกำหนดภาษี แต่ไม่พบหลักฐานว่ามีประธานาธิบดีคนใดเคยใช้มาตราดังกล่าวจริง จนกระทั่งทรัมป์ออกประกาศเมื่อวันจันทร์

“นับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างยิ่งที่ใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับนี้เพื่อขึ้นภาษีตอบโต้ภาษีที่ประเทศอื่นกำหนดขึ้นเพื่อตอบโต้การกระทำของสหรัฐเอง” เวโรโนกล่าว

เวโรโนซึ่งปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของสำนักงานกฎหมาย Covington & Burling กล่าวต่อว่า แม้มาตรการภาษีเหล่านี้อาจชอบด้วยกฎหมายภายใต้มาตรา 338 แต่ก็ขัดกับเจตนารมณ์ของมาตราดังกล่าวอย่างน้อยที่สุด เพราะมาตราดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบที่ทุกประเทศใช้อัตราภาษีเดียวกันกับสินค้าประเภทเดียวกันต่อทุกประเทศ แต่ทรัมป์ได้เบี่ยงเบนหลักการดังกล่าวไปอย่างสุดโต่ง