หน้าแรก ต่างประเทศ 105 ปี พรรคคอ...

105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีน บทเส้นทางนำจีนสู่ความทันสมัย

23.07.26 | 08:00 น.

105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีน
บทเส้นทางนำจีนสู่ความทันสมัย

การเปิดฉากการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 1 ที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 1921 นับเป็นจุดกำเนิดของพรรคอย่างเป็นทางการ แม้ในสังคมไทย แนวคิดคอมมิวนิสต์ อาจยังคงถูกมองผ่านกรอบความคิดที่ได้รับอิทธิพลจากยุคสงครามเย็น ทว่า หากพิจารณาการพัฒนาของจีนตลอดระยะเวลา 105 ปีที่ผ่านมา ปฏิเสธได้ยากว่า การบริหารในแบบฉบับของพรรคคอมมิวนิสต์จีน สามารถฟื้นฟูประเทศจากความยากเข็ญสืบเนื่องจากศตวรรษแห่งความอัปยศ และเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่นำพาจีนสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด

ภายหลังการสถาปนาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 พรรคคอมมิวนิสต์จีนดำเนินการปฏิวัติเพื่อวางรากฐานของระบบสังคมนิยมในประเทศ โดยได้ปรับโครงสร้างให้รัฐมีบทบาทในการดูแลและควบคุมทรัพยากรสำคัญของชาติ ผ่านการปฏิรูประบบกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิต เช่น ที่ดินและเหมืองแร่ ไปพร้อมกับลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ความทันสมัย (modernization) ในเวลาต่อมา โดยการที่รัฐเป็นศูนย์กลางในบริหารทรัพยากรนั้น ส่งผลให้รัฐบาลมีอำนาจในการดำเนินนโยบายและผลักดันการพัฒนาได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ดี การยึดลัทธิมาร์กซิสต์อย่างเคร่งครัดไม่อาจตอบสนองพลวัตของกระแสโลกาภิวัตน์และเศรษฐกิจโลก อีกทั้ง จีนยังเป็นประเทศใหญ่ การทำให้ทุกพื้นที่มีระดับการพัฒนาที่เท่าเทียมกันนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้ ผู้นำเติ้ง เสี่ยวผิง ริเริ่มนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ และยอมรับความเป็นจริงที่จะพัฒนาประเทศอย่างไม่เท่าเทียมกันในช่วงเริ่มต้น โดยได้ผลักดันแนวทางที่สอดคล้องกับบริบททางสังคมของจีนเอง

นโยบายที่เกิดขึ้นคือ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) โดยเมืองเซินเจิ้น ซึ่งมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ติดชายฝั่งทะเล และอยู่ใกล้กับฮ่องกง เมืองท่าเสรีและศูนย์กลางทางการค้า ได้รับเลือกให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งแรก เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งในเวลาต่อมา ความสำเร็จของการพัฒนาและความเจริญที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ นี้ ได้ขยายตัวออกมาสู่พื้นที่อื่นๆ โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือ ศักยภาพอันโดดเด่นของตลาดจีน ทั้งในแง่ของอุตสาหกรรมการผลิตและอุปสงค์ผู้บริโภค จากการมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน จนสามารถประสบความสำเร็จในการขจัดความยากจนได้

Advertisement

เซินเจิ้นพลิกโฉมจากหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่มีประชากรเพียง 30,000 คน สู่ศูนย์กลางทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง ในปัจจุบัน ความเจริญรุ่งเรืองของเซินเจิ้นเอ่อล้นสู่พื้นที่โดยรอบของมณฑลกวางตุ้ง และได้ยกระดับให้กวางตุ้งกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (GBA) หนึ่งในกลไก
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญของจีน นอกจากนั้น ในปีนี้ เซินเจิ้นยังเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดเอเปค ภายใต้หัวข้อ “สร้างประชาคมเอเชียแปซิฟิกให้เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” ซึ่งจีนเป็นเจ้าภาพด้วย

ประสบการณ์ของจีนในการผลักดันความทันสมัย สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางเฉพาะตัวของจีนในการพัฒนาประเทศด้วยเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม ซึ่งเป็นการผสานระบบกลไกตลาด ที่อนุญาตให้มีการแข่งขัน เข้ากับการกำกับดูแลของรัฐ ซึ่งท้าทายสมมติฐานกระแสหลักที่ว่า ระบบทุนนิยมจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับประชาธิปไตยแบบตะวันตก ว่าอาจไม่ใช่ข้อสรุปที่สอดรับกับเงื่อนไขของทุกสังคมเสมอไป

ในโครงสร้างการปกครองของจีน อำนาจการบริหารไม่ได้ผูกขาดอยู่ที่รัฐบาลในกรุงปักกิ่งเท่านั้น แต่มี
การกระจายอำนาจไปยังรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งสามารถบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจ สังคม และสาธารณูปโภค รวมถึงการออกข้อบังคับระดับท้องถิ่นด้วยตนเอง ภายใต้กรอบนโยบายและการกำกับดูแลของรัฐบาลส่วนกลาง การจัดสรรอำนาจในลักษณะนี้เปิดโอกาสให้รัฐบาลท้องถิ่นสามารถกำหนดแนวทางการบริหารให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของแต่ละพื้นที่ได้มากขึ้น เนื่องจากมีความเข้าใจและใกล้ชิดกับปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่โดยตรง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลท้องถิ่นยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมอิทธิพลของจีนในเวทีระหว่างประเทศ เห็นได้จากกรณีความร่วมมือระหว่างมณฑลต่างๆ ของจีนกับรัฐสมาชิกอาเซียน อาทิ กวางซี กวางตุ้งและไห่หนาน (ไหหลำ) ซึ่งเป็นภาคีภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจรอบอ่าวเป่ยปู้ (PBG) ร่วมกับไทย เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน ขณะที่ยูนนานเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ที่มีไทย เมียนมา ลาวและกัมพูชาเป็นสมาชิก

นอกเหนือจากความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอยู่แล้ว ใช้การให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ไซน่าเดลี่รายงานว่า เซี่ยงไฮ้ส่งแพทย์ไปปฏิบัติงานในแอลจีเรียเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1963 และให้บริการทางการแพทย์แก่ชาวแอฟริกันในหลากหลายสาขาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงโรคมะเร็ง ผ่าตัดหัวใจ ดูแลสุขภาพมารดาและทารก รักษาโรคทางตา ตลอดจนการใส่อวัยวะเทียมแก่ผู้ป่วย สะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายในระดับท้องถิ่นมีบทบาทไม่น้อยในการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของจีนในภาพรวม

การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เป็นอุดมการณ์ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้ในการบริหารประเทศ ในการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 ได้มีการบรรจุ แนวคิดสี จิ้นผิง ว่าด้วยสังคมนิยมอัตลักษณ์จีนสำหรับยุคใหม่ (Socialism with Chinese Characteristics for a New Era) เข้าไว้ในธรรมนูญพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งทัศนะนี้มีความเชื่อมโยงกับทฤษฎีมาร์กซิสต์ ที่มองว่าประชาชนเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์และเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ด้วยเหตุนี้ การดำเนินนโยบายของรัฐควรต้องตอบสนองความต้องการและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ยกตัวอย่างที่กรุงปักกิ่ง มีการจัดตั้งศูนย์บริการประชาชนในเขตเฟิงไท่ โดยได้บูรณาการบริการภาครัฐ ซึ่งเดิมกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ให้อยู่ในสถานที่แห่งเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พลเมือง ทั้งยังมีการให้บริการสายด่วน 12345 โดยประชาชนสามารถโทรมาร้องเรียน และมีการติดตามผลอย่างเป็นระบบ

นอกจากนั้น การปกครองของจีนตั้งอยู่บนแนวคิดประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งกระบวนการ ก่อนการตัดสินใจในประเด็นสำคัญหรือการออกนโยบาย รัฐเปิดให้มีการปรึกษาหารือและรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ของสังคม โดยมีพื้นที่อย่างการประชุมสภาที่ลานบ้าน การปรึกษาหารือภายใต้สภาที่ปรึกษาทางการเมือง และการประชุมหมู่บ้านใหม่ในช่วงค่ำ ควบคู่กันนี้ ประชาชนยังมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมผ่านระบบผู้ตรวจสอบของประชาชนด้วย

เมื่อคำนึงถึงนโยบายต่างประเทศของจีน ประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางเช่นกัน กล่าวก่อนว่า นโยบายต่างประเทศคือส่วนขยายของนโยบายภายในประเทศ อันมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความอยู่ดีกินดีของพลเมืองในประเทศ และผลประโยชน์แห่งชาติ สังเกตได้ว่า ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ของจีนนั้น มีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์พัฒนาภาคตะวันตก ซึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ได้ระบุภารกิจในการสานต่อยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยมุ่งผลักดันวงแหวนเศรษฐกิจเมืองคู่เฉิงตู-ฉงชิ่ง ที่ตั้งอยู่ระหว่างโครงการ BRI และแนวเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำแยงซี ให้เป็นฐานเศรษฐกิจแห่งใหม่ของประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมให้พื้นที่ตะวันตกของจีนมีการพัฒนาเท่าฝั่งตะวันออก

จีน ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงแห่งชาติเป็นอย่างยิ่ง ส่งผลให้กฎหมายจีนมีการบังคับใช้อย่างเข้มงวด รวมถึงมีการจัดการกับการคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ยังมีการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล ตลอดจนการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้ภายในจีนเอง ซึ่งแนวทางดังกล่าวมักถูกมองว่า เป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน

ทั้งนี้ เมื่อคำนึงถึงบริบททางสังคมของจีน การบริหารประเทศที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน และมีความหลากหลายถึง 56 ชาติพันธุ์ ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องตระหนักถึงการรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม จึงจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน จีนได้สร้างระบบนิเวศออนไลน์ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งก็ตอบสนองทุกด้านจนไม่รู้สึกว่าขาดอะไร

ตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการจัดการในรูปแบบของจีนเองคือ เหตุการณ์เครื่องบินเล็กชนตึกไชน่า จุน ตึกที่สูงที่สุดในกรุงปักกิ่งและเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองหลวง เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ภายหลังเกิดเหตุการณ์ เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวถูกลบออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีนอย่างรวดเร็ว ขณะที่วีแชทก็มีการระงับการเผยแพร่ข้อความและรูปภาพ ส่งผลให้ประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุแทบไม่สามารถรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นได้

วิธีการนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลจีนให้ความสำคัญต่อการควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลในช่วงเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งก็สามารถช่วยลดการแพร่กระจายของข่าวสารที่อาจก่อให้เกิดความสับสนหรือความตื่นตระหนกในวงกว้างในหมู่ประชาชนหลักพันล้าน ก่อนที่จะรวบรวมข้อเท็จจริงและชี้แจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา

การบริหารประเทศอันเป็นเอกลักษณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ก่อให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ธำรงความมั่นคงและรักษาเสถียรภาพของสังคมควบคู่กันไป ทำให้จีนสามารถก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลกในปัจจุบันได้ อย่างไรก็ดี ความเป็นมหาอำนาจมาพร้อมกับการเป็นผู้แบกรับสินค้าสาธารณะระหว่างประเทศ (international public goods) ซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อหนุนเชิงระบบที่จำเป็นต่อเสถียรภาพของโลก

ในห้วงที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทวีความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติเศรษฐกิจ ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม จีนได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC) โดยประธานาธิบดีสี ได้กล่าวถ้อยแถลงเปิดการประชุมเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ที่มหานครเซี่ยงไฮ้ โดยได้นำเสนอข้อสังเกตสำคัญ 4 ประการเกี่ยวกับหลักการกำกับดูแล AI ในระดับโลก ได้แก่ การส่งเสริมความเปิดกว้างและความร่วมมือระหว่างประเทศ การเสริมสร้างความมั่นคงและการกำกับดูแล AI อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI โดยไม่บั่นทอนความหลากหลายของอารยธรรมโลก และการผลักดันให้เกิดการประสานงานและความร่วมมือในด้านยุทธศาสตร์การพัฒนา AI กฎเกณฑ์ด้านธรรมาภิบาล และมาตรฐานทางเทคนิคระหว่างประเทศ

พร้อมกล่าวว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า จีนจะสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาโดยจัดโครงการฝึกอบรมและการสัมมนาด้าน AI จำนวน 5,000 โครงการ ยิ่งตอกย้ำบทบาทของจีนในการเป็นผู้จัดหาสินค้าสาธารณะระหว่างประเทศ และเป็นผู้นำในการกำหนดมาตรฐานและการกำกับดูแล AI ของโลกด้วย

ตลอดระยะเวลา 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้นำพาประเทศพัฒนาสู่ความทันสมัยอย่างรวดเร็ว ภายใต้หลักการสังคมนิยมอัตลักษณ์จีน ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อเสถียรภาพที่มั่นคงของสังคม โดยความเข้มแข็งภายในนี้ส่งผลให้จีนกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการร่วมกำหนดระเบียบระหว่างประเทศในเวทีสากล