จับตาจุดคอขวดใหม่! ฮูตีอ้าง โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ 2 ลำ ในทะเลแดง
กลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน อ้างว่า ได้ทำการโจมตีทางทหารต่อเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำในวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด “จุดคอขวด” แห่งที่ 2 ของเส้นทางขนน้ำมันโลกในทะเลแดง ในการประสานกับความพยายามของอิหร่านที่จะควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ
กลุ่มติดอาวุธฮูตี ซึ่งอยู่ในเยเมนและควบคุมพื้นที่ใกล้ช่องแคบบับเอล-มันเดบ ที่อยู่คนละด้านของคาบสมุทรอาหรับกับช่องแคบฮอร์มุซ ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า กำลังดำเนินมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า นี่เป็นกลยุทธ์ของอิหร่านในการเพิ่มอำนาจต่อรองในความพยายามเจรจาทางการทูตเพื่อยุติสงคราม
เรือบรรทุกน้ำมัน 5 ลำได้เปลี่ยนเส้นทางในทะเลแดงเมื่อวันพุธ เพื่อหลีกเลี่ยงการผ่านช่องแคบบับเอล-มันเดบ ขณะที่เรือบรรทุกน้ำมันอีก 3 ลำ ซึ่งบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียมุ่งหน้าไปยังจีนและอินเดีย ได้กลับลำเมื่อวันอังคาร ต่อมาฮูตีระบุว่า กองกำลังของพวกเขาได้ใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำในทะเลแดง โดยระบุว่าเป็นเรือเอนเซเลียและเรือไลลา
แหล่งข่าวด้านความมั่นคงทางทะเลเผยว่า เรือเอาเซเลียได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ โดยแจ้งว่าถูกขีปนาวุธโจมตีใกล้ท่าเรือจิซานของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดงเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ขณะที่ Vanguard บริษัทบริหารความเสี่ยงทางทะเลของอังกฤษ ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันติดธงซาอุดีอาระเบียลำดังกล่าวถูกวัตถุไม่ทราบชนิดพุ่งชนบริเวณกราบขวา ห่างจากเมืองอัลชูไกก์ของซาอุดีอาระเบียไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 70 ไมล์ทะเล ส่วนการโจมตีเรือไลลายังไม่ได้รับการยืนยัน
ที่ผ่านมา น้ำมันของซาอุดีอาระเบียหลายล้านบาร์เรลต่อวันถูกลำเลียงไปยังท่าเรือยันบูบนชายฝั่งทะเลแดง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ช่องแคบฮอร์มุซ แต่หากเรือไม่สามารถผ่านช่องแคบทางตอนใต้ของทะเลแดงได้ ก็จะเหลือเพียงเส้นทางด้านเหนือผ่านคลองสุเอซ ซึ่งจะทำให้การขนส่งใช้เวลานานขึ้นหลายสัปดาห์ และมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐทั้งที่ยังดำรงตำแหน่งและอดีตเจ้าหน้าที่ระบุว่า การที่กลุ่มฮูตีขู่จะปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย อาจทำให้สงครามขยายวงกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มภาระให้กับกองทัพสหรัฐอย่างมาก
ก่อนเกิดเหตุปะทะในทะเลแดง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศเมื่อวันพุธว่า ทุกครั้งที่อิหร่านยิงโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐจะทำลายสะพานหรือโรงไฟฟ้าของอิหร่านหนึ่งแห่ง
ฝ่ายกองบัญชาการทหารร่วมของอิหร่านตอบโต้ว่า หากทรัมป์ดำเนินการตามคำขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐาน อิหร่านจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า และเศรษฐกิจในภูมิภาค พร้อมทั้งจะขัดขวางการส่งออกน้ำมันไม่ให้เหลือ “แม้แต่หยดเดียว” ตามรายงานของสื่ออิหร่าน
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดบนเส้นทางที่มีการวางทุ่นระเบิดไว้ทางตอนใต้ของช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมัน 1 ใน 3 ลำเกิดเพลิงไหม้ ขณะที่อีก 2 ลำหันกลับ โดย IRGC ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซอยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่านและปิดสนิท พร้อมเตือนว่าจะไม่มีเรือบรรทุกน้ำมันลำใดได้รับอนุญาตให้เข้าหรือออกโดยปราศจากการประสานงานกับอิหร่าน
ตลอด 12 วันของการโจมตีต่อเนื่อง นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนมิถุนายนล่มสลาย ปฏิบัติการของสหรัฐได้ขยายจากพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่านไปยังพื้นที่ทางตะวันตกและตอนกลาง โดยกองบัญชาการกลางของสหรัฐ (CENTCOM) ระบุว่าจะเดินหน้าบั่นทอนขีดความสามารถของอิหร่านในการคุกคามการเดินเรือต่อไป
เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขอิหร่านกล่าวว่า นับตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว มีพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 53 ราย และบาดเจ็บ 592 คน ขณะที่นับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน และประชาชนอีกหลายล้านคนต้องพลัดถิ่น
กองทัพสหรัฐยืนยันว่า ไม่เคยโจมตีพลเรือนโดยเจตนา ซึ่งอาจเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวาปี 1949 ว่าด้วยหลักมนุษยธรรมในการทำสงคราม อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ขู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน ซึ่งสามารถตกเป็นเป้าหมายได้หากถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารด้วย ตราบใดที่ความเสียหายต่อพลเรือนไม่มากจนเกินไป
เมื่อวันพุธ ทรัมป์เข้าร่วมพิธีที่ฐานทัพอากาศโดเวอร์ รัฐเดลาแวร์ เพื่อไว้อาลัยแก่ทหารสหรัฐ 4 นายที่เสียชีวิตจากการโจมตีฐานทัพของอิหร่านในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดย 3 นายเสียชีวิตในจอร์แดน และอีก 1 นายเสียชีวิตในอิรัก
ทรัมป์กล่าวก่อนเดินทางไปร่วมพิธีว่า “สำหรับผมแล้ว นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดที่ประธานาธิบดีต้องทำ แต่ก็จำเป็นต้องทำ” ต่อมา ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่รัฐจอร์เจีย ทรัมป์กลับพูดในทำนองที่ต่างออกไป โดยกล่าวถึงสงครามครั้งนี้ว่า “ผมเรียกมันว่าเป็นเพียงการปะทะกันเล็กๆ น้อยๆ”

