มะกัน-ซาอุฯ บรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์เพื่อสันติ แต่ปิดทาง IAEA ตรวจสอบ
กระทรวงพลังงานสหรัฐกล่าวว่า สหรัฐและซาอุดีอาระเบียได้บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ซึ่งเปิดทางให้ซาอุดีอาระเบียสามารถก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์โดยใช้เทคโนโลยีของสหรัฐ และยังสามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้
การจัดทำข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติระหว่างสหรัฐกับซาอุดีอาระเบียเป็นเรื่องที่มีการเจรจากันมานานหลายปี ทั้งในสมัยรัฐบาลชุดแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ไม่ได้มีบรรลุข้อตกลงใดๆ เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคำเตือนจากกลุ่มรณรงค์ด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ที่ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวอาจเปิดช่องให้ซาอุดีอาระเบียพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้
ขณะที่ข้อตกลงฉบับปัจจุบันไม่ได้กำหนดให้ซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมพิธีสารเพิ่มเติม ซึ่งให้อำนาจแก่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ของสหประชาชาติในการเข้าตรวจสอบสถานที่นิวเคลียร์แบบฉับพลันได้
ข้อตกลงฉบับนี้ยังอนุญาตให้ซาอุดีอาระเบียสามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และแปรรูปกากกัมมันตรังสีหรือเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ซึ่งอาจนำไปสู่การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้ตกลงสละสิทธิในการดำเนินการทั้งสองอย่างดังกล่าว เมื่อทำข้อตกลงลักษณะเดียวกันกับสหรัฐในปี 2009
กระทรวงพลังงานสหรัฐระบุในแถลงการณ์ว่า คริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐ และเจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน รัฐมนตรีพลังงานซาอุดีอาระเบีย ได้ลงนามในข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเรียกว่า ข้อตกลง 123 พร้อมกับข้อตกลงทวิภาคีด้านมาตรการคุ้มครองและตรวจสอบ
รัฐบาลสหรัฐระบุว่า ข้อตกลงนี้ยังสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายพลังงานปรมาณูของสหรัฐ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานด้านการควบคุมการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ที่เข้มงวดที่สุดชุดหนึ่งของโลก
ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียกล่าวมานานแล้วว่า หากไม่สามารถร่วมมือกับสหรัฐได้ ก็อาจหันไปจับมือกับจีนหรือรัสเซีย ซึ่งมีมาตรฐานด้านการควบคุมการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์แตกต่างออกไป
กระทรวงพลังงานสหรัฐระบุว่า ขณะนี้ข้อตกลงดังกล่าวจะถูกส่งให้รัฐสภาพิจารณา หากภายใน 90 วันของการประชุมสภา รัฐสภาไม่ลงมติคัดค้าน ข้อตกลงก็จะมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม หากประธานาธิบดีใช้สิทธิวีโต้มติคัดค้านของรัฐสภา รัฐสภาจะต้องรวบรวมเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่าสองในสามของทั้งสองสภา จึงจะสามารถล้มล้างการใช้สิทธิยับยั้งของประธานาธิบดีได้
ข้อตกลงซึ่งมีอายุประมาณ 30 ปี ครอบคลุมการก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบ AP1000 มีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัท Westinghouse ซึ่งมีผู้ถือหุ้นร่วมคือบริษัท Cameco ของแคนาดา และบริษัท Brookfield Asset Management
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมรายหนึ่งเปิดเผยว่า ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของสหรัฐมาใช้ในซาอุดีอาระเบีย อีกทั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน จึงอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวได้
เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย ตรัสหลายครั้งว่า พระองค์ไม่ต้องการให้ซาอุดีอาระเบียมีอาวุธนิวเคลียร์ แต่หากอิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซาอุดีอาระเบียก็จะดำเนินการเช่นเดียวกัน ซึ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์
ด้านสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตหลายคนเตือนว่า ข้อตกลงนี้อาจจุดชนวนการแข่งขันด้านอาวุธในตะวันออกกลาง ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านยังคงยืดเยื้อ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์บางส่วนเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาลงมติคว่ำข้อตกลงฉบับนี้เช่นกัน



