ซีเอ็นเอ็นมันนีรายงานว่า กองทุนสำรองแห่งรัฐหรือธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นขึ้นอีก 0.25 จุด เมื่อวันที่ 14 เมษายน นับเป็นการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่า เฟดเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐอยู่บนพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
“ตลาดแรงงานยังคงเดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง” แถลงการณ์ของเฟดระบุ
อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันหลายล้านคนตั้งแต่ผู้ที่ซื้อบ้าน ผู้ถือบัตรเครดิตไปจนถึงผู้ที่ออมเงินในธนาคาร อย่างไรก็ตามคาดว่าอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะยังไม่ปรับขึ้นในทันที
การปรับขึ้นครั้งนี้จะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระหว่าง 1 – 1.25 เปอร์เซ็นต์ที่โดยรวมแล้ว ยังถือว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายๆ ทศวรรษก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนในวอลสตรีทคงไม่ประหลาดใจนักกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ จากที่ผลสำรวจระบุว่า มีนักลงทุนมากถึง 96 เปอร์เซ็นต์ที่ประเมินว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลังการประชุมกำหนดนโยบายเป็นเวลา 2 วันครั้งนี้
การตัดสินใจของเฟดมีขึ้นหลังจากมีสัญญาณหลายอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในสถานการณ์ที่ดี โดยอัตราการว่างงานเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาลดลงมาอยู่ที่ 4.3 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2001 และเศรษฐกิจสามารถสร้างงานเพิ่มได้ 80 เดือนติดต่อกัน
โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตด้วยอัตราเร็วที่ช้าแต่เป็นไปอย่างมั่นคงมาตั้งแต่ปี 2009 ที่นับว่าเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ
เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2008 เพื่อสนับสนุนตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ล่มสลายและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่บอบช้ำ ถึงตอนนี้เศรษฐกิจสหรัฐพัฒนากลับมาดีขึ้นมากและเฟดอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรงอีกต่อไป

