หุ้นเอเชียร่วงหนัก เทขายพันธบัตร หลังน้ำมันพุ่ง 40% ในเดือนเดียว หวั่นเงินเฟ้อรุนแรง
ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลดลงทันทีที่เปิดตลาดในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม หลังราคาน้ำมันกลับพุ่งสูงขึ้นมาเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงเทขายในตลาดพันธบัตร พร้อมกับปลุกความวิตกเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อระลอกใหม่
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทรงตัวอยู่ที่ 100.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากพุ่งขึ้นถึง 7% ในคืนก่อนหน้า จนแตะระดับสูงสุดในรอบสองเดือนที่ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดงของกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ซึ่งไม่ต่างจากการปิดกั้นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของตะวันออกกลาง ในสภาวะที่อิหร่านแทบจะปิดการใช้งานช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านอยู่แล้ว
สองสัปดาห์หลังจากข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่มุ่งยุติสงครามล่มสลายลง กองทัพสหรัฐยังคงเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านต่อเนื่องจนถึงเช้าวันศุกร์ ขณะที่เตหะรานยิงโจมตีประเทศอาหรับเพื่อนบ้านซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐเช่นกัน และเนื่องจากยังไม่มีสัญญาณว่าความขัดแย้งจะคลี่คลาย ราคาน้ำมันเบรนท์จึงพุ่งขึ้นเกือบ 40% ในเดือนกรกฎาคมเดือนเดียว
ไนเจล กรีน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทที่ปรึกษาการเงิน deVere Group กล่าวว่า ขณะนี้เส้นทางเดินเรือที่มีการใช้งานหนาแน่นที่สุดของโลกถึง 2 แห่ง กำลังเผชิญภัยคุกคามภายในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว และตลาดการเงินเพิ่งเริ่มตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
กรีนกล่าวว่า เมื่อข้อตกลงหยุดยิงล่มสลาย ราคาน้ำมันกลับขึ้นมายืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับลดลงของราคาน้ำมันก่อนหน้านี้ซึ่งเคยเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ผ่อนคลายนโยบายการเงินอาจกำลังพลิกกลับ และมันดูจะไม่ใช่เพียงการพุ่งขึ้นชั่วคราวของราคาน้ำมัน แต่กลับมาเปิดประเด็นความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้ออีกครั้ง
ขณะเดียวกัน ข่าวที่รัฐบาลสหรัฐจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าถึง 60 ประเทศ ยิ่งซ้ำเติมความกังวลด้านเงินเฟ้อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีขยับเข้าใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมอ้างอิงของหลายประเทศในยุโรปก็ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2554
ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางต่างๆ อาจต้องหันมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น โดยขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนักประมาณ 1 ใน 3 ว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยระหว่างการประชุมในเดือนกันยายนถูกคาดการณ์ว่าอาจจะเกิดขึ้นราว 70% ด้านธนาคารกลางยุโรปมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ตลาดประเมินว่ามีโอกาสราว 70% ที่ ECB จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนเช่นกัน
ในเอเชีย ดัชนี MSCI หุ้นเอเชีย-แปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่นลดลง 1% ขณะที่ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นร่วง 2.9% และดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ลดลง 3.7%
ส่วนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี Nasdaq ปรับขึ้นเล็กน้อย 0.1% หลังบริษัทอินเทลประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่งเกินคาด แต่แรงหนุนดังกล่าวอยู่ได้เพียงชั่วคราว ท่ามกลางความกังวลที่กว้างขวางกว่าเกี่ยวกับราคาน้ำมันและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร่วงลงเมื่อคืนที่ผ่านมา หลัง Alphabet และ Tesla ซึ่งเป็นสองบริษัทแรกในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่รายงานผลประกอบการล่าสุดซึ่งทำให้นักลงทุนวิตก เนื่องจากทั้งสองบริษัทใช้เงินสดจำนวนมากในไตรมาสล่าสุดเพื่อทุ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ด้านโลหะมีค่าปรับตัวลดลง โดยราคาทองคำลดลง 0.1% มาอยู่ที่ 4,043 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากร่วงไป 2% ในคืนก่อนหน้า ส่วนราคาเงินทรงตัวที่ 57.45 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากลดลง 3.4% ในคืนก่อนหน้า



