‘ฮุน มาเนต’ โต้ ‘สีหศักดิ์’ กล่าวหากัมพูชาเป็นฝ่ายปิดประตูเจรจาชายแดน เป็นเรื่อง ‘ไม่ถูกต้อง’ และ ‘ไม่ยุติธรรม’
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ขแมร์ไทม์ส รายงานว่า นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ออกมาปฏิเสธคำกล่าวของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ที่ระบุว่า การตัดสินใจของกัมพุชขาที่เริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ได้ปิดโอกาสในการเจรจาเขตแดนทางบกแบบทวิภาคีกับประเทศไทย โดยกล่าวว่า ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวนั้น “ไม่ถูกต้อง” และ “ไม่ยุติธรรม”
ในการให้สัมภาษณ์กับเอฟริล ฮง จากบลูมเบิร์ก ที่มีการเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ฮุน มาเนต ได้กล่าวว่า กัมพูชาหันมาใช้กลไก UNCLOS หลังจากที่ไทยยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MoU) ปี 2001 เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งบันทึกความเข้าใจดังกล่าวเป็นกรอบการเจรจาทางทะเลแบบทวิภาคีระหว่างกัมพูชาและไทย
ทั้งนี้ ไทยได้ถอนตัวอย่างเป็นทางการจาก MoU 2001 ว่าด้วยสิทธิทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชา เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2026 หลังจากคณะมนตรีได้อนุมัติการยกเลิกฝ่ายเดียวเพื่อตอบโต้ และกัมพูชาได้เริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับอย่างเป็นทางการภายใต้ UNCLOS เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา
โดยฮุน มาเนต ตอบคำถามเกี่ยวกับการตัดสินใจของไทยที่จะระงับการเจรจาเขตแดน หลังจากที่กัมพูชาแสวงหาการไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศเกี่ยวกับข้อพิพาททางทะเล ว่า “ผมได้ยินว่าผู้นำไทย โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กล่าวว่า เป็นเพราะกัมพูชามุ่งไปสู่ UNCLOS แล้ว ประตูสำหรับเขตแดนทางบกจึงปิดลง คำกล่าวนี้ไม่ถูกต้องและไม่ยุติธรรมเล็กน้อย”
ฮุน มาเนต กล่าวว่า การตัดสินใจของกัมพูชา ที่เข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับนั้น เกิดจากการที่ไทยยกเลิก MoU ปี 2001 แม้ว่าพนมเปญจะขอให้ข้อตกลงดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป และว่า เหตุผลที่กัมพูชามุ่งไปสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับของ UNCLOS ก็เพราะไทยตัดสินใจยกเลิกข้อตกลงทวิภาคีฉบับเดียวที่มีอยู่ระหว่างกัมพูชาและไทย เกี่ยวกับประเด็นทางทะเล คือ MoU ปี 2001
ฮุน มาเนต บอกว่า รัฐบาลของทั้งสองประเทศได้ทำงานร่วมกันภายใต้ข้อตกลงนี้มานานกว่า 15 ปี เพื่อแก้ไขปัญหาทางทะเล รวมถึงการหารือในสมัยของรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีทั้งยุคของ นายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร
“เป็นเวลากว่า 15 ปี ที่รัฐบาลกัมพูชาและไทยหลายชุด ทำงานร่วมกันบนพื้นฐานข้อตกลงนั้น เพื่อพยายามหาทางออก รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีไทยหลายคน ในสมัยของผม เราก็พยายามหาทางออกในเรื่องการพัฒนาร่วมกันและด้านอื่นๆด้วย” นายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าว และว่า “แต่น่าเสียดายที่หลังจากที่เราขอร้องให้ไทยอย่าเพิกถอนบันทึกความเข้าใจ 2001 รัฐบาลไทยยังคงเลิกอยู่ดี ดังนั้นเราจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย”
ฮุน มาเนต ยังปฏิเสธเรื่องที่มีการระบุว่า ก่อนหน้านี้กัมพูชาเคยตกลงที่จะกำหนดเงื่อนไขการไกล่เกลี่ยทางทะเล โดยขึ้นอยู่กับความคืบหน้าในการเจรจาเขตแดนทางบก ว่า “ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีข้อตกลง หรืออะไรทั้งนั้น ก่อนหน้านั้น”
เมื่อถูกถามว่า กัมพูชาจะพิจารณาจำกัดขอบเขตของกระบวนการภายใต้ UNCLOS เฉพาะการกำหนดเขตแดนทางทะเล แทนที่จะหารือเกี่ยวกับการพัฒนาร่วมกันในพื้นที่ทางทะเลที่ทับซ้อนกันหรือไม่
ฮุน มาเนต ตอบว่า ตอนนี้ยังเร็วเกินไป ต้องมีการตกลงกันเกี่ยวกับกระบวนการแต่งตั้งผู้ประนอมก่อน โดยอธิบายว่า กัมพูชาและไทย ต่างฝ่ายจะต้องเสนอชื่อผู้ประนอมฝ่ายละ 2 คน และกำลังดำเนินการเพื่อตกลงเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้ประนอมคนที่ 5 ที่จะทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการประนอม
เมื่อถูกถามย้ำว่า กัมพูชาจะจำกัดขอบเขตของการหารือหรือไม่ ฮุน มาเนต ตอบว่า พนมเปญได้ยื่นข้อเสนอไปแล้ว แต่ต้องการให้ความสำคัญกับการผลักดันกระบวนการให้คืบหน้าไปก่อน โดยระบุว่า กัมพูชาได้เสนอไป 2 ข้อ สำหรับการกำหนดเขตแดนและพื้นที่พัฒนาร่วมกัน เพื่อการตัดสินใจแล้ว ในขั้นตอนนี้ จึงขอเน้นไปที่การทำให้กระบวนการดำเนินต่อไป

