โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : ดีลนิวเคลียร์สหรัฐ-ซาอุฯ กับการความเสี่ยงในตะวันออกกลาง
หลักการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (non-proliferation) คือกติกาสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระเบียบโลกยุคหลังสงครามเย็น อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐและอิหร่านสะท้อนให้เห็นว่าประเด็นนิวเคลียร์ได้กลับมาเป็นชนวนสร้างความสั่นคลอนระดับโลกอีกครั้ง โดยสหรัฐแสดงจุดยืนอย่างเด็ดขาดว่า จะไม่ยินยอมให้อิหร่านเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เนื่องจากเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์โดยตรง
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของสหรัฐ และรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานซาอุดิอาระเบีย ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ตามมาตรา 123 ที่อนุญาตให้บริษัทสหรัฐสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ประเทศคู่ภาคีได้เป็นระยะเวลา 30 ปี โดยมาตรา 123 ระบุว่า รัฐภาคีคู่ตกลงของสหรัฐต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และวัสดุนิวเคลียร์ที่ได้รับจากสหรัฐ จะต้องไม่ถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ทางการทหาร โดยมีสิทธิเรียกคืนวัสดุนิวเคลียร์หากพบว่ามีการนำไปใช้ในการผลิตอาวุธ
ในเชิงยุทธศาสตร์ ข้อตกลงนี้ถือเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสหรัฐและซาอุดีอาระเบีย สำหรับริยาด โครงการนิวเคลียร์นับเป็นการลงทุนระยะยาว เพราะนอกจากการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์จะช่วยเพิ่มทางเลือกด้านพลังงาน รวมถึงช่วยกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเพียงอย่างเดียว ในห้วงที่ความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดกลายเป็นวาระสากลแล้วนั้น อัลจาซีรายงานว่า ซาอุดีอาระเบียกำลังเผชิญกับการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก อันเป็นผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ทำให้รายได้จากการส่งออกน้ำมันลดลง สวนทางกับรายจ่ายของภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้น กระทรวงการคลังซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลงบประมาณของราชอาณาจักรขยายตัวเป็น 1.257 แสนล้านริยัล (ประมาณ 3.35 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.128 ล้านล้านบาท) ในช่วงไตรมาสแรกของปี
ในฝั่งของสหรัฐ ข้อตกลงดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะดึงดูดเม็ดเงินจำนวนมากเข้าประเทศ จากค่าใช้จ่ายในการสร้างเตาปฏิกรณ์และวางระบบโครงการพลังงานนิวเคลียร์ซึ่งมีมูลค่าสูงอย่างยิ่ง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักจากคะแนนนิยมที่ดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งใกล้เข้ามาทุกที
เดอะฮิลล์รายงานผลสำรวจของ The Economist/YouGov เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พบว่า มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 36% ที่เห็นชอบและค่อนข้างเห็นชอบต่อการทำงานของทรัมป์ ในขณะที่มากถึง 60% ที่ไม่เห็นชอบหรือค่อนข้างไม่เห็นชอบ นอกจากนี้ เดอะการ์เดียนยังเผยผลสำรวจของแฮร์ริส โพลเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ระบุว่า ชาวอเมริกันถึง 95% เชื่อว่าสหรัฐกำลังเผชิญกับ วิกฤตค่าครองชีพ โดยส่วนใหญ่บอกว่ากำลังประสบปัญหาจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอาหารและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทรัมป์สามารถใช้การบรรลุข้อตกลงนี้อ้างว่า รัฐบาลของเขาประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้มหาศาลแก่ประเทศ
สหรัฐและซาอุดิอาระเบียบรรลุข้อตกลงทวิภาคีว่าด้วยการกำกับดูแล (Bilateral Safeguards Agreement) อีกฉบับ ซึ่งบ่งชี้ว่า อาจมีกลไกที่ทำให้สหรัฐสามารถตรวจสอบการพัฒนานิวเคลียร์ของซาอุดิอาระเบีย เพื่อรับรองว่าระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจะดำเนินอยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับการใช้ในโครงการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ และจะไม่ถูกยกระดับจนถึงขั้นที่สามารถนำไปใช้ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ ทว่า ความเสี่ยงครั้งใหม่อาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ ท่ามกลางความเปราะบางของภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีอยู่เป็นทุนเดิม ทั้งจากสงครามอิหร่านและวิกฤตความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่ยังคงคุกกรุ่น
การที่อิหร่านมีศักยภาพในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอยู่แล้ว ประกอบกับการดำเนินโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บารากาห์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รวมถึงความเชื่อที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่า อิสราเอลครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ การดำเนินโครงการนิวเคลียร์ของซาอุดีอาระเบียเพิ่มอีกประเทศ จึงยิ่งทวีความวิตกกังวลด้านความมั่นคง (Security Anxiety) ในระดับภูมิภาค และอาจเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Arms Race) ระหว่างรัฐอื่นๆ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของตน และทำให้โครงการปรมาณูเพื่อสันติกลายเป็นปกติใหม่
ขณะเดียวกัน การแบ่งปันองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์จะเปิดทางให้ซาอุดีอาระเบียสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีของสหรัฐในท้ายที่สุด แม้ว่าจะมีมาตรการตรวจสอบและการควบคุมอย่างเข้มงวด คำถามคือ ความสัมพันธ์เชิงพันธมิตรระหว่างซาอุดิอาระเบียและสหรัฐมีความแข็งแกร่งมากน้อยเพียงใด ประวัติศาสตร์การเมืองโลกเคยแสดงให้เห็นแล้วว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสามารถผันผวนได้ทุกเมื่อ
ดังเช่นในอดีต สหรัฐดำเนินข้อริเริ่ม Atoms for Peace ภายใต้การนำของประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ โดยมอบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นต้นให้แก่รัฐบาลอิหร่านภายใต้การปกครองของชาห์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐในเวลานั้น เพื่อส่งเสริมการใช้นิวเคลียร์อย่างสันติ อย่างไรก็ดี โครงการนี้กลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยวางรากฐานทางเทคโนโลยีให้แก่อิหร่านในการต่อ
ยอดและพัฒนานิวเคลียร์ในเวลาต่อมา
อีกทั้ง ซาอุดิอาระเบียไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกนิวเคลียร์ (Nuclear Suppliers Group: NSG) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือ 48 ประเทศ ที่มีหลักเกณฑ์ร่วมกันในการควบคุมการส่งออกวัสดุและเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อป้องกันการแพร่ขยายอาวุธ ทำให้ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการปฏิบัติตามพันธกรณีของซาอุดีอาระเบียจะมีความยั่งยืนแค่ไหน และไม่สามารถการันตีได้ว่า ซาอุดิอาระเบียจะไม่วันใช้อำนาจยึดโรงงานนิวเคลียร์มาเป็นของรัฐ (Nationalize Facility) ซึ่งมีวัสดุและเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการผลิตวัสดุนิวเคลียร์สำหรับสร้างอาวุธ
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ความร่วมมือในครั้งนี้อาจเป็นปัจจัยที่ทวีความเปราะบางของการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่าน และทำให้สงครามอิหร่านลากยาวออกไป ด้วยเหตุว่า อิหร่านสามารถนำเรื่องนี้มาใช้เป็นข้ออ้างในการเดินหน้าเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของตน ซึ่งก็ได้ย้ำจุดยืนกับสหรัฐมาโดยเสมอว่า มีความจำเป็นต่อภาคพลังงาน การวิจัยและการแพทย์ของประเทศ ตลอดจนเป็นสิทธิอธิปไตยขั้นพื้นฐานภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) ที่อิหร่านได้ลงนามและมีผลบังคับใช้ในปี 1970 อีกทั้ง หากในอนาคต ซาอุดิอาระเบียตัดสินใจพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ นักการเมืองสายแข็ง (Hardliners) ในอิหร่าน (หรือของประเทศอื่นๆ) ก็อาจใช้วิธีเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตนเองขึ้นมาโต้ตอบทันที
ล่าสุด ทรัมป์ได้ตั้งเงื่อนไขว่า การบรรลุข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงานปรมาณูเพื่อสันติจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ซาอุดีอาระเบียยอมเข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม ซึ่งเป็นกรอบทางการทูตที่สหรัฐผลักดันให้ชาติอาหรับสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตและปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลให้เป็นปกติ
ซาอุดิอาระเบียมีบทบาทเป็นพี่ใหญ่ของตะวันออกกลาง การเข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าวจะนับเป็นนัยสำคัญในการสร้างความชอบธรรมแก่อิสราเอลในระดับภูมิภาค พร้อมกันนี้ อิสราเอลมีกำหนดการจัดการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกหลังจากที่กลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีเมื่อเดือนตุลาคม 2023 ในวันที่ 27 ตุลาคม กระนั้นก็ดี ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู กำลังเผชิญกับวิกฤตคะแนนนิยม ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า สอดคล้องกับการเร่งขยายถิ่นฐานในเวสต์แบงก์และฉนวนกาซาอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ซาอุดิอาระเบียยืนยันมาโดยเสมอว่า จะไม่เข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าว หากยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ ขณะที่ข้อตกลงความร่วมมือพลังงานปรมาณูเพื่อสันตินี้ยังคงได้รับการอนุมัติจาก
สภาคองเกรสเสียก่อน ชี้ให้เห็นว่า แม้จะข้อตกลงระหว่างสหรัฐและซาอุดิอาระเบียจะมาซึ่งประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ความต้องการทางการเมืองของแต่ละฝ่ายนั้นไม่ได้ลงรอยกันอย่างสมบูรณ์
หลักการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์กำลังเผชิญกับความท้าทาย หากไม่สามารถสร้างกลไกที่ทุกฝ่ายยอมรับและปฏิบัติตามได้ เสถียรภาพของระเบียบโลกก็จะประสบกับความเสี่ยง พลวัตที่เกิดขึ้นนี้ยังเป็นบททดสอบด้วยว่า กฎเกณฑ์ดังกล่าวมีความศักดิ์สิทธิ์มากพอหรือไม่
ที่สุดแล้วข้อตกลงนี้ยังจะเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจที่สหรัฐมีให้กับชาติพันธมิตรอื่นๆ ในภูมิภาคว่า ทรัมป์ให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับประเทศในตะวันออกกลางที่กำลังเดือดร้อนหนักจากสงครามอิหร่านที่พวกเขาไม่ได้รับรู้มาตั้งแต่ต้นและไม่เคยอยากให้เกิด หรือให้ความสำคัญกับอิสราเอลเหนือสิ่งอื่นใด

