ทูตจางชี้ ไทยคือฐานพัฒนา EV ระยะยาว ลงทุนจีนหนุนขึ้นแท่นผู้นำอุตสาหกรรมภูมิภาค แจงปมสินค้าราคาถูกทะลักช่วยลดต้นทุน
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม เวลา 15.00 น. ที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย แถลงผลการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยได้พบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน นายหลี่ เฉี่ยง นายกรัฐมนตรีจีน และนายจ้าว เล่อจี้ ประธานคณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติจีน พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชนรายใหญ่ของไทยร่วมคณะ
นายจางกล่าวว่า การเยือนครั้งนี้นำมาซึ่ง ถ้อยแถลงร่วมระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อมุ่งสู่ประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตแห่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน โดยฝ่ายจีนจะให้การสนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาลไทยชุดใหม่ให้ราบรื่น ขณะที่ฝ่ายไทยชื่นชมและยินดีต่อข้อริเริ่มระดับโลกทั้ง 4 ประการ ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเสนอ ตลอดจนสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการที่จีนเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคอย่างไม่เป็นทางการ ประจำปี 2026 และหวังว่า “ปีแห่งเอเปคของจีน” จะประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม

นายจางย้ำว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีนยังคงอยู่ต่อไป โดยนายกรัฐมนตรีอนุทินเข้าร่วมการประชุมเศรษฐกิจและการค้าจีน-ไทย และพิธีเปิด สำนักงานการลงทุน (BOI) ในสถานกงสุลใหญ่ไทยประจำนครเฉิงตู โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงศักยภาพของภาคตะวันตกของจีนและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าจีน-ไทยที่มีอยู่ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
พร้อมกล่าวว่า ตลาดขนาดใหญ่ในภาคตะวันตกของจีนจะช่วยขยายตลาดสำหรับสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังจีนให้กว้างขึ้น มณฑลเสฉวนช่วยให้สินค้าเกษตรสดแช่แข็งของไทย รวมถึงทุเรียนและลำไย ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา และผลิตภัณฑ์อื่นๆ สามารถขนส่งไปยังภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนและไปยังยุโรปได้โดยตรงอย่างรวดเร็ว
นายจางเปิดเผยว่า ระหว่างการเยือนมณฑลเสฉวน นายกรัฐมนตรีอนุทินพบปะแบบตัวต่อตัวกับบริษัทจีนที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น บริษัท Changan Automobile, Xiaomi Group, Meituan Technology, New Easun Technology, Accelink Technologies และสายการบิน Sichuan Airlines โดยมีบริษัท 4 แห่งได้แสดงแผนการลงทุน 70,000 ล้านบาทในประเทศไทยในปีนี้ และคาดว่าจะสร้างงานใหม่หลายหมื่นตำแหน่งให้กับประเทศไทย ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าด้านการลงทุนระหว่างจีนและไทยที่แข็งแกร่งนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจอย่างมากให้กับทุกภาคส่วนด้วย
และกล่าวว่า ในงานเลี้ยงต้อนรับที่จัดโดยนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีอนุทินได้ร้องเพลง “เถียนมีมี่” ซึ่งได้รับเสียงปรบมือดังกึกก้อง กลายเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทย เพลงนี้ที่เป็นที่คุ้นเคยของประชาชนทั้งสองประเทศได้แสดงถึงความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างกัน เราเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยจะก้าวเข้าสู่ยุคที่หวานชื่นยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน
“ผมเชื่อมั่นว่าด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนและไทย และความพยายามร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคมของทั้งสองประเทศ มิตรภาพและความร่วมมือระหว่างจีนและไทยจะก้าวหน้าไปอย่างรอบด้าน หลากหลายมิติ และลึกซึ้ง และความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-จีน ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน ยิ่งกาลเวลาผ่านไปก็ยิ่งแน่นแฟ้น“ นายจางกล่าว
ต่อคำถาม แถลงการณ์ผลการเยือนจากฝ่ายไทยระบุว่า ได้ขอให้ฝ่ายจีนสนับสนุนการลงทุนที่มีคุณภาพ จีนตีความคำว่าคุณภาพว่าอย่างไร และมองว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีนจะช่วยสนับสนุนการ ‘สร้างประชาคมเอเชียแปซิฟิกให้เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน’ (Building an Asia-Pacific Community to Prosper Together) ซึ่งเป็นหัวข้อการประชุมเอเปคที่จีนเป็นเจ้าภาพในปีนี้ ได้อย่างไรบ้าง
นายจางกล่าวในประเด็นนี้ว่า การลงทุนคุณภาพสูงจำนวนมากของจีน ให้ด้านรถยนต์พลังงานใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานสะอาด ไม่เพียงแต่นำเงินทุน เทคโนโลยี การจ้างงาน และรายได้ภาษีให้กับประเทศไทยเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ช่วยให้ประเทศไทยได้ยกระดับการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ และเป็นผู้นำในการพัฒนา อุตสาหกรรมในภูมิภาค ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์พลังงานใหม่ ผู้ผลิตรถยนต์จีน เช่น BYD, Great Wall Motors และ SAIC ได้ลงทุนสร้างโรงงาน สร้างห่วงโชอุปทาน และฝึกอบรมแรงงานท้องถิ่นในประเทศไทย ช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ในภูมิภาค
พร้อมกล่าวว่า การลงทุนที่มีคุณภาพสูงจะต้องเปิดกว้างตลาดให้มากขึ้น และส่งเสริมให้การมีส่วนร่วมของวิสาหกิจท้องถิ่นด้วยการอนุรักษสิ่งแวดล้อม การเคารพและปฏิบัติตามกฎระเบียบ รวมถึงกฎหมายท้องถิ่นเพื่อให้การลงทุนนั้นมีคุณภาพ ในการเยือนที่ผ่านมา ฝ่ายจีนและไทยได้แสดงอย่างชัดเจนให้เสนอความร่วมมือด้านวิจัยและการพัฒนาบุคลากร และถ่ายทอดเทคโนโลยีและนำผลสำเร็จด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปให้ในชีวิตประจำวันเพื่อส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่น การลงทุนที่มีคุณภาพสูงไม่สามารถวัดได้จากเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือการลงทุนจะสามารถสร้างคุณค่าของการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาวให้กับไทยได้อย่างไร

นายจางกล่าวว่า การลงทุนที่มีคุณภาพควรมีลักษณะดังต่อไปนี้ ประการแรก สามารถสร้างงานและพัฒนาบุคลากรให้กับไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเพิ่มตำแหน่งงานที่มีทักษะสูงอย่างเช่น วิศวกร บุคลากรวิจัยและพัฒนา ช่างเทคนิคและบุคลากรบริหาร สามารถขับเคลื่อนผู้ประกอบการของไทยจะมีความใกล้ชิดกับความเป็นดิจิทัลและอัจฉริยะ และสีเขียว
ประการที่สอง การลงทุนที่มีคุณภาพสูงสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานให้ท้องถิ่น บริษัทจีนที่ลงทุนในไทยควรขยายจัดซื้อในท้องถิ่นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และสนับสนุนบริษัทไทยในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมไปช่วยเหลือห่วงโซ่อุตสาหกรรมด้านอื่น โดยเฉพาะบริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีและการอนุรักษ์ระยะยาว
ประการที่สาม สามารถนำเทคโนโลยี การวิจัยและการพัฒนา ความสามารถด้านบริหาร การลงทุนที่มีคุณภาพสูงควรรวมถึงการสร้างระบบนิเวศทางห่วงโซ่อุตสาหกรรม รวมไปถึงศูนย์วิจัยและพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ การรับรองบริการหลังขาย รวมถึงสำนักงานใหญ่ในภูมิภาค การแถลงการณ์ร่วมฉบับได้รับความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษาและการวิจัยร่วมในการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วย
ประการที่สี่ สามารถสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาในระยะยาวของไทยและควรบูรณาการกับยุทธศาสตร์การพัฒนารถยนต์พลังงานใหม่ อิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียวเป็นหมุนเวียนและชีวภาพ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างบทบาทของไทยในระบบห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคและโลก
ประการที่ห้า การลงทุนที่มีคุณภาพควรจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติตามกฎหมายและมีความรับผิดชอบต่อระเบียบข้อกฎหมายของไทยอย่างเคร่งครัดที่เกี่ยวกับการคุ้มครอง การอนุรักษสิ่งแวดล้อม แรงงาน ภาษี การแข่งขันและการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคด้วย และจะมีความรับผิดชอบต่อสังคมและส่งเสริมซึ่งกันและกันระหว่างการพัฒนาของบริษัทเองและการพัฒนาของชุมชนท้องถิ่น
“ความร่วมมือทางอุตสาหกรรมระหว่างจีนและไทยก็ได้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีขึ้น ยกตัวอย่าง รถยนต์ไฟฟ้า (EV) การเข้ามาของบริษัท EV จีน ได้นำมาซึ่งการแข่งขันใหม่ในตลาด และก็ต้องยอมรับว่าได้ส่งเสริมการพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมรถ EV ใหม่ของไทยด้วยเช่นกัน โดยได้ลงทุนกว่า 90,000 ล้านบาท และสร้างงานมากกว่า 120,000 ตำแหน่ง ซึ่งบริษัทผลิตรถ EV ก็ได้ซื้อชิ้นส่วนในไทยมากกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี ฝึกอบรมบุคลากรและช่างเทคนิคมากกว่า 2,000 กว่าคน และสร้างความร่วมมือกับโรงเรียนไทยมากกว่า 10 แห่ง ถือเป็นการเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนเชิงอุตสาหกรรม” นางจางกล่าว
พร้อมย้ำว่า ฝ่ายจีนจะสนับสนุนวิสาหกิจที่มีเสถียรภาพสูง มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและมีความรับผิดชอบต่อสังคมให้เข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจที่มีความเป็นธรรม ความโปร่งใสและความมั่นคงและความแน่นอน นับการทำงานกับไทยเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม บุคลากรและสร้างงานเพื่อให้ผลประโยชน์จากการลงทุนเข้าถึงประชาชนทั่วไปมากขึ้น เพื่อสร้างความยั่งยืนสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของไทยในการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน
นายจางกล่าวใน กรณีที่มีสินค้าราคาถูกจากจีนจำนวนมากทะลักเข้ามาในไทย ว่า ฝ่ายจีนเข้าใจในข้อกังวลของไทยในเรื่องขีดความสามารถการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในการเยือนครั้งนี้ ไม่เพียงแต่มีการหารือการขยายการค้าและการลงทุนเท่านั้น แต่ได้แลกเปลี่ยนอย่างลึกซึ้งต่อวิธีการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของกระทรวงอุตสาหกรรม ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน การหารือเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบันทึกความเข้าใจ (MoU) หรือเอกสารความร่วมมือฉบับเดียวเท่านั้น แต่บูรณาการเข้ากับแถลงการณ์ร่วมและเอกสารความร่วมมือหลายฉบับ โดยระบุอย่างชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายจะกระชับการแลกเปลี่ยนด้านการค้าดิจิทัล e-commerce และมาตรฐานเพื่อส่งเสริมการพัฒนารัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และส่งเสริมความร่วมมือระบบการบริการ ณ จุดเดียวและการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการลักลอบนำเข้า การหลอกหลวง และครอบคลุมในด้านการค้า การเกษตร ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย

และเสริมว่า ในหารือระดับทวิภาคี ฝ่ายไทยได้ขอให้มีการส่งเสริมสินค้าคุณภาพสูงของไทยไปขยายในกลุ่มตลาดจีน และเป็นกลุ่มที่มีการลงทุนที่มีคุณภาพสูงจากจีนให้มีส่วนร่วมในท้องถิ่นด้วย อีกทั้งยังได้พยายามให้สินค้า IG ของไทยอย่างเช่น ข้าวหอมมะลิ มะขามหวานและส้มโอ ได้ลงทะเบียนในจีน ซึ่งคาดว่าอาจจะเสร็จสิ้นภายในปี 2026 นี้ ด้วย
“จำเป็นต้องมองสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศในท่าทีเป็นกลาง ต้องยอมรับว่าราคาที่ต่ำกว่าไม่ได้หมายความว่า การแข่งขันไม่เป็นธรรมเสมอไป เพราะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานที่ดีขึ้น การแข่งขันประเภทนี้สามารถลดต้นทุนการดำรงชีวิตของผู้บริโภค ทำให้ไทยได้รับสินค้าให้ราคาที่เหมาะสมมากขึ้น ทั้งนี้ หากมีการข้อมูลเท็จหรือการหลีกเลี่ยงภาษี การละเมิดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา หรือสินค้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย ก็ควรมีการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายในข้อบังคับของไทยและองค์กรการค้าโลกอย่างเคร่งครัด” นางจางกล่าว
นางจางย้ำว่า จีนจะไม่สนับสนุนบริษัทใดๆ ที่ดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย หรือไม่ถูกต้องและจะไม่ยอมรับการกระทำใดที่เป็นอันตรายต่อสิทธิและผลประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่ถูกต้องตามกฎหมาย จีนสนับสนุนการเปิดกว้างที่มีกฎระเบียบ การอำนวยความสะดวกที่มีการกำกับดูแล ทั้งไทยและจีนสามารถแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านศุลกากร ปรับมาตรฐานสินค้า การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการกำกับดูแล e-commerce เพื่อสร้างการพัฒนาที่เป็นธรรมและปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของผู้บริโภค และธุรกิจที่ดียิ่งขึ้น
นายจางระบุในประเด็น การบรรลุความร่วมมือ 2+2 ในระดับกระทรวงต่างประเทศและกลาโหม ว่า ในการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีสีและนายกรัฐมนตรีอนุทิน ประธานาธิบดีสีกล่าวว่า จีนและไทยควรกระชับการไปมาหาสู่ระดับผู้นำ และใช้กลไกการปรึกษาหารือ 2+2 ซึ่งมีรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหมเป็นประธานเพื่อให้ความร่วมมือระหว่างสองประเทศได้ยกระดับอีกขั้นหนึ่ง พร้อมกล่าวว่า ตลอดระยะนับ 1,000 ปีที่จีนและไทยได้ไปมาหาสู่ระหว่างกัน ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติด้วยความจริงใจทำให้เกิดเป็นมิตรภาพจีน-ไทย ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน ไทยก็เป็นประเทศไทยสำคัญและอยู่ในลำดับต้นๆ ของการดำเนินนโยบายต่างประเทศจีน และย้ำว่า จีนก็จะเป็นประเทศที่ไทยสามารถพึ่งพาได้เช่นเดียวกัน
“กลไก 2+2 จะมีส่วนช่วยมากต่อการเพิ่มความช่วยเหลือทางยุทธศาสตร์ การประสานงานอย่างใกล้ชิดและสามารถมีส่วนช่วยในการรับมือความท้าทายและความเสี่ยงต่างๆ ร่วมกัน และมีส่วนช่วยมากในการร่วมสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันที่มั่นคงและยั่งยืน ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีกลไกการหารือกับจีน และมีการฝึกร่วมผสมทั้งทางทหารบก เรือและอากาศในกลุ่มประเทศอาเซียน ในปัจจุบันนี้ ความร่วมมือทางทหารและเทคโนโลยีทางทหารระหว่างสองฝ่ายแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตจะมีรากฐานที่แข็งแกร่งอย่างมากขึ้นอย่างแน่นอน” นายจางกล่าว

นายจางกล่าวในกรณี ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ว่า ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ การปรับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายให้ดีขึ้นและบริหารจัดการความขัดแย้งชายแดนอย่างรอบคอบ ก็จะเป็นความสำคัญต่อจีนด้วย เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน และเอ่ยว่า จีนยินดีที่ไทยและกัมพูชาได้ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง รวมทั้งฉันทามติที่มาจากการประชุมที่ฝู่เซียน มณฑลยูนนาน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ไทยและกัมพูชาจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ด้วยการพูดคุยปรึกษาหารือทวิภาคีด้วยสันติวิธีเพื่อให้สถานการณ์ชายแดนคืนสู่ภาวะปกติ
นางจางระบุในเรื่อง การลงทุนรถยนต์ EV ของจีน ในไทยว่า ได้นำผลประโยชน์มากมายต่อสังคมไทย โดยได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ของไทยเพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะที่เหมาะสม สำหรับจีน ไทยไม่ใช่ฐานการประกอบชิ้นส่วนการผลิตเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาในระยะยาว นอกจากนั้น ยังช่วยแก้ไขปัญหามลพิษ ความไม่แน่นอนด้านพลังงาน ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดด้วย



