หวั่นสงครามลามทั่ว ตอ.กลาง น้ำมันพุ่งทะลุ 90 ดอลล์อีกรอบ
ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในวันพุธที่ 29 กรกฎาคม ซึ่งถือเป็นการปรับตัวสูงขึ้นที่มากที่สุดครั้งหนึ่งตลอดช่วงสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านที่กินเวลานานถึง 5 เดือนแล้ว โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นมากกว่า 8% ส่งผลให้ราคาทะลุระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง หลังร่วงลงอย่างหนักเมื่อต้นสัปดาห์
อย่างไรก็ดี ต่อมาน้ำมันเบรนท์ลดลงมาราว 1.15% มาอยู่ที่ 89.70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเวลา 09.00 น. ของวันที่ 30 กรกฎาคม ตามเวลาในไทย ขณะที่ราคาน้ำมันเวสต์เท็กซัสของสหรัฐอยู่ที่ 83.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ความผันผวนของราคาน้ำมันมีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตอบโต้กลับอิหร่านให้เละ หลังอิหร่านเปิดฉากโจมตีสหรัฐแบบฉับพลันในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงท่าทีที่แข็งกร้าวและอาจไม่ต้องการกลับสู่โต๊ะเจรจาของอิหร่าน ในขณะเดียวกันการเข้าร่วมในปฏิบัติการทางทหารของซาอุดีอาระเบียกับสหรัฐอย่างเป็นทางการครั้งแรก ก็ถูกจับตาว่าอาจทำให้ความขัดแย้งและการสู้รบลุกลามบานปลายจนส่งผลกระทบกับประเทศในตะวันออกกลางเป็นวงกว้าง
เมื่อวันพุธที่ 29 กรกฎาคม บริษัท Ambrey ซึ่งเป็นบริษัทด้านความมั่นคงทางทะเลของอังกฤษ ระบุในการประเมินเบื้องต้นว่า เรือบรรทุกก๊าซสำหรับกักเก็บลอยน้ำที่เป็นทรัพย์สินของสหรัฐ ถูกโดรนโจมตีที่ท่าเรือดาเมียตตา บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของอียิปต์ ขณะที่กองกำลังสหรัฐและซาอุดีอาระเบียเปิดปฏิบัติการโจมตีกลุ่มติดอาวุธที่ฝักใฝ่อิหร่านในภาคตะวันออกของอิรัก และอิหร่านยิงขีปนาวุธใส่กองกำลังสหรัฐในจอร์แดน
กระทรวงปิโตรเลียมของอียิปต์ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ท่าเรือดังกล่าว แต่ไม่ได้กล่าวถึงการโจมตีด้วยโดรน และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุ
การโจมตีล่าสุดในอิรักและอียิปต์เพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งมากขึ้น หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน กลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย
การโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐกับซาอุดีอาระเบียนับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลริยาดเข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีเคียงข้างสหรัฐอย่างเปิดเผย โดยกองกำลังระดมพลประชาชนของอิรัก (PMF) ซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งทหารที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านและถูกระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังความมั่นคงของอิรัก ระบุว่า สมาชิกอย่างน้อย 20 คนเสียชีวิต และอีก 32 คนได้รับบาดเจ็บ จากการโจมตีของสหรัฐและซาอุดีอาระเบียที่มุ่งเป้าไปยังฐานที่มั่นหลายแห่งทั่วอิรัก
วอชิงตันและริยาดระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้เหตุโจมตีด้วยโดรนต่อเป้าหมายด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถูกยิงมาจากดินแดนอิรัก
หลังการโจมตีร่วม รัฐมนตรีกลาโหมซาอุดีอาระเบียได้พบกับรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ ที่กรุงวอชิงตันเมื่อวันพุธ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทรัมป์หลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งเพิ่มเติม ด้วยการไม่โจมตีกลุ่มฮูตีในเยเมน และไม่เปิดปฏิบัติการโจมตีกลุ่มติดอาวุธที่ฝักใฝ่อิหร่านในอิรักเพิ่มเติม
หนึ่งในแหล่งข่าวกล่าวกับรอยเตอร์ว่า การยกระดับดังกล่าวจะเปิดทางไปสู่ “ความเสี่ยงครั้งใหญ่ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้” อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวและสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำกรุงวอชิงตันยังไม่ได้ตอบคำขอให้แสดงความคิดเห็น
เจ้าหน้าที่สหรัฐยังแสดงความกังวลเป็นการภายในว่า การกลับมาเปิดปฏิบัติการรบขนาดใหญ่กับอิหร่านอีกครั้งจะมีความเสี่ยง เนื่องจากคลังอาวุธของสหรัฐได้รับผลกระทบอย่างมาก
ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการต่างประเทศ (CSIS) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในกรุงวอชิงตัน ประเมินในสัปดาห์นี้ว่า กองทัพสหรัฐเหลือขีปนาวุธสกัดกั้นแพทริออตไม่ถึง 1,000 ลูก และเหลือขีปนาวุธสกัดกั้นระบบ THAAD ไม่ถึง 250 ลูก ซึ่งเป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศที่สำคัญทั้งสองระบบ



