นักวิเคราะห์คาด บริษัทน้ำมันรายใหญ่ โกยกำไรมหาศาลจากสงครามอิหร่าน-สหรัฐ
สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า บริษัทน้ำมันรายใหญ่ จะได้กำไรมหาศาลจากผลพวงของสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ที่ขัดขวางการขนส่งน้ำมัน และผู้บริโภคทั่วโลก ต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้น อีกทั้งยังต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงาน
ทั้งนี้ การขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ได้ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 6 ได้ทำให้การขนส่งทางเรือส่วนใหญ่ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงักลง โดยช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถึง 1 ใน 5 ของโลก เมื่ออุปทานทั่วโลกถูกจำกัด ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นราคามาตรฐานสากล จึงพุ่งสูงขึ้นจากประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐ ไปแตะระดับเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงเดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม โดยราคาเคยพุ่งสูงขึ้นไปถึง 126 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
สถานการณ์ดังกล่าว น่าจะส่งผลให้บริษัทน้ำมันจดทะเบียนรายใหญ่ที่สุดบางแห่งมีกำไรที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่แพงขึ้น โดยบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของอเมริกา อย่าง เอ็กซอนโมบิล และเชฟรอน มีกำหนดจะประกาศผลประกอบการไตรมาสสองในวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคมนี้
โดยเม็ดเงินที่บริษัทน้ำมันสะสมไว้ในช่วงระหว่างต้นเดือนเมษายน ถึงสิ้นเดือนมิถุนายน อาจถูกจับตามองเป็นพิเศษในปีนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันเบนซิน ดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน ต่างปรับตัวสูงขึ้นในช่วงดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนของผู้ขับขี่รถยนต์และผู้โดยสารเครื่องบินเพิ่มสูงขึ้น ปริมาณน้ำมันสำรองในบางประเทศลดต่ำลง ส่งผลให้เกิดการปันส่วนน้ำมันเป็นระยะๆในออสเตรเลีย และทำให้หน่วยงานรัฐบาลในเนปาลและศรีลังกาต้องปิดทำการ
จากข้อมูลของ โกลบอล วิตเนสส์ องค์กรไม่แสวงหากำไร ที่ตรวจสอบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ระบุว่า บริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุด 6 แห่ง ของยุโรป ทำกำไรในไตรมาสแรกรวมกันได้ถึง 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของเมื่อปีที่แล้วถึง 43 เปอร์เซ็นต์
แพทริก กาลีย์ หัวหน้าฝ่ายเชื้อเพลิงฟอสซิลของโกลบอล วิตเนสส์ บอกว่า “มีกลุ่มคนบางกลุ่มทั่วโลกที่กำลังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้เป็นอย่างดีจากวิกฤตครั้งนี้ และผู้ผลิตน้ำมันก็เป็นหนึ่งในนั้น” และว่า “เมื่อคุณเปรียบเทียบเรื่องนี้กับประชาชนหลายร้อยล้านคนที่กำลังดิ้นรนกับปัญหาไฟฟ้าดับสลับกัน การจำกัดการใช้ไฟฟ้า การปันส่วน การเข้าคิวรออาหาร หรือการหยุดชะงักของการผลิตปุ๋ย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับราคาอาหาร เราคิดว่านี่ไม่ใช่ราคาที่สมเหตุสมผลที่ประเทศอื่นๆทั่วโลกต้องจ่าย”
ทอง เซิ่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการเงินพลังงาน แห่งมหาวิทยาลับเท็กซัสคริสเตียน กล่าวว่า บริษัทอย่าง เอ็กซอน และเชฟรอน ซึ่งไม่เพียงแต่สกัดน้ำมันและก๊าซเท่านั้น แต่ยังเป็นเจ้าของโรงกลั่นด้วย จึงอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดที่จะได้รับผลกำไรจากภาวะตลาดปัจจุบัน
และว่า โรงกลั่นแปรรูปน้ำมันดิบเป็นน้ำมันเบนซิน ดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันสำหรับทำความร้อนในบ้าน บริษัทเหล่านี้ได้รับส่วนต่างราคาที่สูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นคำที่ใช้อธิบายกำไรที่โรงกลั่นคาดว่าจะได้รับจากราคาน้ำมันและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำมันเบนซินและน้ำมันเครื่องบิน
โดยเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม โรงกลั่นที่วางแผนจะซื้อน้ำมันดิบในราคาประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล กำลังมองหาผลกำไรที่เป็นไปได้ที่ 50-60 ดอลลาร์ ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับช่วงเฉลี่ยที่ 20-25 ดอลลาร์
นายเซิ่ง กล่าวด้วยว่า ผลตอบแทนจากการกลั่น ในแง่ของเปอร์เซ็นต์ พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยราคาน้ำมันในตอนนี้สูงขึ้นเพราะสงครามอิหร่าน แต่ระหว่างนี้เอง โรงกลั่นน้ำมันก็กำลังทำกำไรอย่างมหาศาล
ด้านทิโมธี ฟิตซ์เจอรัลด์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ธุรกิจจากมหาวิทยาลัยเทนเนสซี ผู้ศึกษาอุตสาหกรรมปิโตรเลียม กล่าวว่า ทั่วโลกโรงกลั่นน้ำมันบางแห่งไม่สามารถจัดหาน้ำมันดิบได้เพียงพอต่อความต้องการนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น
ด้วยเหตุนี้ โรงกลั่นน้ำมันที่มีน้ำมันดิบเพียงพอให้ใช้งาน รวมถึงโรงกลั่นในสหรัฐจึงทำกำไรได้สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินและดีเซล ซึ่งมีราคาสูงขึ้นประมาณ 41 เปอร์เซ็นต์ ในสหรัฐ เมื่อเทียบกับก่อนที่ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดกั้น
“ถ้าคุณเป็นบริษัทที่มีกำลังการผลิตโรงกลั่นจำนวนมาก สถานการณ์ก็ดูดีมาก” ฟิตซ์เจอรัลด์กล่าว

