โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : ทรัมป์ถกเนทันยาฮู-เซเลนสกี นัยแฝงแห่งความชื่นมื่น?
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ พบหารือกับผู้นำจากสองประเทศ ซึ่งกำลังเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งระดับโลกในวันเดียวกัน ได้แก่ ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีของยูเครน ที่ต้องรับมือกับการสู้รบกับรัสเซียที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี และ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูแห่งอิสราเอล ซึ่งพัวพันกับสงครามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งในสงครามอิหร่านรวมถึงวิกฤตกาซา
ภาพการพบปะกันครั้งแรกระหว่างทรัมป์และเนทันยาฮูนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น เผยให้เห็นสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสของทรัมป์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด เนื่องจากสหรัฐและอิสราเอลต่างเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นเกื้อหนุนกันอย่างมากมายาวนาน โดยสหรัฐเป็นประเทศแรกในโลกที่รับรองความเป็นรัฐของอิสราเอล ทันทีที่ประกาศเอกราชในปี 1948
ส่วนภาพถ่ายกับเซเลนสกี ทรัมป์มีสีหน้าที่สดใสไม่แพ้กัน แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการเผชิญหน้ากันครั้งก่อนที่ทำเนียบขาวเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทรัมป์ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวและปะทะคารมกับผู้นำยูเครนอย่างกราดเกรี้ยว ขณะที่แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า ผลการหารือกับผู้นำทั้งสองประเทศเป็นไปในเชิงบวกและสร้างสรรค์ อย่างไรก็ดี ทางการสหรัฐไม่ได้ออกแถลงการณ์ผลการประชุมระดับผู้นำของทั้งสองประเทศแต่อย่างใด
บรรยากาศทางการทูตอันชื่นมื่นดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อทรัมป์ทั้งในแง่การเมืองในประเทศ ด้านหนึ่งคือการสร้างความเชื่อมั่นของสาธารณชนชาวอเมริกันต่อพรรครีพับลิกัน ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังใกล้เข้ามาว่าทุกอย่างยังคงไปได้สวย และอีกด้านหนึ่งคือ การสร้างมรดกทางการเมือง (Legacy) ในฐานะประธานาธิบดีที่มีภาพลักษณ์ที่ดีซึ่งได้มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ หลังจากที่ทรัมป์ได้พาสหรัฐเข้าสู่ภาวะสงครามและทำให้เกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและกลุ่มพันธมิตรตั้งแต่ชาติตะวันตกไปจนถึงรัฐอ่าวอาหรับ ที่แม้ในภาพใหญ่จะดูเหมือนสัมพันธ์ยังชื่นมื่นก็ตามที
ในช่วงที่ผ่านมา คะแนนนิยมของทรัมป์ลดลงอย่างต่อเนื่อง เนท ซิลเวอร์ เผยผลสำรวจเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ชี้ว่า ทรัมป์มีคะแนนเห็นชอบอยู่ที่ 38.2% และคะแนนไม่เห็นชอบอยู่ที่ 58.8% ส่งผลให้มีคะแนนความนิยมสุทธิอยู่ที่ -20.6% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในประวัติการณ์ตั้งแต่ที่ทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยที่ 2 ลดลงจาก -16.4% เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม
อีกทั้ง โพลของ AP-NORC สำรวจระหว่างวันที่ 23-27 กรกฎาคม บ่งบอกว่า ประมาณ 2 ใน 3 ของชาวอเมริกัน ซึ่งรวมถึงผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตและผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ ตลอดจนโหวตเตอร์พรรครีพับลิกันประมาณ 37% รู้สึกว่า สงครามอิหร่านไม่ใช่สงครามที่คุ้มค่า
ตัวเลขคะแนนนิยมที่แสดงความไม่พอใจไปในทิศทางเดียวกันเช่นนี้ เป็นเสียงสะท้อนว่าปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศนั้นยิ่งใหญ่กว่าลัทธิชาตินิยมและการธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของชาติ ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงสงคราม นับเป็นสัญญาณที่อันตรายอย่างยิ่งต่อพรรครัฐบาลริพับลิกันในการคว้าชัยชนะการเลือกตั้งกลางเทอมเพื่อให้ทรัมป์ยังกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการบริหารประเทศต่อไป
เอบีซีรายงานว่า ตามข้อมูลจากรายงานของรัฐบาลสหรัฐเผยแพร่เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม เศรษฐกิจของสหรัฐชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงหลายเดือนแรกที่เกิดสงครามอิหร่าน โดยชะลอตัวจาก 2.1% ในไตรมาสแรก เหลือ 1.5% ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อรายปีเพิ่มขึ้นเป็น 3.5% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐที่กำหนดไว้ที่ 2%
ข้อมูลจาก AAA ระบุด้วยว่า ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยทั่วประเทศพุ่งสูงถึง 4.56 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอนในเดือนพฤษภาคม ก่อนที่จะปรับตัวลดลงเล็กน้อยหลังจากที่มีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้น
พลวัตกระแสความไม่พอใจต่อรัฐบาลได้เพิ่มแรงกดดันต่อทรัมป์ให้สร้างความสำเร็จบางอย่างในตะวันออกกลาง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ข้อตกลงหยุดยิงในสงครามอิหร่านยังคงเปราะบางและทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อซาอุดิอาระเบียเข้ามามีบทบาทด้วยการร่วมฏิบัติการกับสหรัฐในการโจมตีแบบแม่นยำต่อกลุ่มติดอาวุธที่เชื่อมโยงกับอิหร่านในอิรัก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่กองทัพซาอุฯ ปฎิบัติการร่วมกับกองทัพสหรัฐนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มขึ้น
ล่าสุด คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของทรัมป์ สามารถบรรลุข้อตกลงให้กลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ในฉนวนกาซาปลดอาวุธ โดยหลังจากกระบวนการปลดอาวุธเสร็จสิ้น อิสราเอลจะถอนกำลังออกจากฉนวนกาซา และจะมีกองกำลังรักษาเสถียรภาพนานาชาติเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับกองกำลังตำรวจปาเลสไตน์ชุดใหม่
อย่างไรก็ตาม อัลจาซีรารายงานว่า ตำรวจปาเลสไตน์จะทำงานร่วมกับกองกำลังประสานงานระหว่างประเทศ โดยมีข่าวลือว่า อาจประกอบด้วยกองกำลังจากอินโดนีเซียและตุรกี ซึ่งอิสราเอลอาจไม่เห็นด้วย หากฮามาสไม่ยอมรับข้อตกลง สถานการณ์ด้านการเงินของฮามาสก็ย่อมเผชิญกับความลำบากมากยิ่งขึ้น
การดำเนินนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ส่งผลให้สหรัฐมีความน่าเชื่อถือในฐานะพันธมิตรลดลง พร้อมกับโดดเดี่ยวตัวเองออกจากความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่นานมานี้รอยเตอร์รายงานว่า โอมานเสนอแผนต่ออิหร่าน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ ให้อิหร่านร่วมกันบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรวมถึงจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่ผ่านช่องแคบโดยสมัครใจ เพื่อวางรากฐานในการยุติการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน แม้อิหร่านได้ออกมาปฏิเสธเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐอ่าวเล็งเห็นถึงความจำเป็นต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น แทนที่นำความหวังทั้งหมดไปอยู่ที่การเจรจาอันไม่อยู่กับร่องกับรอยระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน และยังแสดงให้เห็นว่ารัฐอ่าวพยายามหาทางออกจากปัญหาที่พวกเขาไม่ได้ก่อด้วยตัวเอง แทนที่จะอาศัยการรับประกันความมั่นคงจากสหรัฐเพียงอย่างเดียว
ดังนั้น การหารืออันเป็นฉันมิตรกับเซเลนสกีจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ ด้วยเหตุว่าทรัมป์เองก็มีแรงจูงใจที่ฟื้นฟูภาพลักษณ์ของตนในฐานะประธานาธิบดีที่สามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศอื่นๆ เป็นประธานาธิบดีผู้พยายามจะยุติสงคราม ไม่ใช่ผู้ที่นำที่พาสหรัฐเข้าสู่สงคราม ซึ่งขัดแย้งกับคำมั่นสัญญาที่เคยประกาศไว้ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง
เซเลนสกีได้ให้สัมภาษณ์กับ Axios ว่า เขาได้ขอให้ทรัมป์จัดหาขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออตที่จะใช้ในช่วงฤดูหนาว เพื่อสกัดกั้นการโจมตีของรัสเซียที่มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน โดยทรัมป์ได้ตอบตกลงที่จะดำเนินการเกี่ยวกับใบอนุญาตการผลิต แต่ทรัมป์ก็ยอมรับว่าสถานการณ์ขณะนี้ทำให้การช่วยเหลือยูเครนเป็นเรื่องยาก เนื่องจากสหรัฐยังต้องการขีปนาวุธสกัดกั้นเหล่านี้สำหรับสงครามกับอิหร่าน ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะยุติลงเมื่อใด
กระนั้นก็ดี ทรัมป์ย่อมคาดหวังว่าภาพลักษณ์เชิงบวกเช่นนี้จะส่งผลดีต่อพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมที่ใกล้เข้ามา ผนวกกับช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำ ตลอดจนสร้างการจดจำของทรัมป์ในฐานะบุคคลแห่งสันติภาพก่อนที่จะหมดวาระประธานาธิบดี หลังจากที่เขาเคยเอ่ยว่า ต้องการได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพมาก่อนหน้านี้
การหารือระหว่างการพูดคุยของทรัมป์และเนทันยาฮูก็มีประเด็นที่สอดคล้องกัน โดยแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่อาวุโสอิสราเอลเผยกับรอยเตอร์ว่า การบรรลุข้อตกลงผ่านการเจรจายังคงเป็นหนึ่งในแนวทางในการยับยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน กระนั้นก็ดี เป็นที่ชัดเจนว่าความเป็นไปได้ของแนวทางดังกล่าวยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่ไม่น้อย
ในห้วงที่การเลือกตั้งกลางเทอมใกล้เข้ามาทุกขณะ ท่ามกลางคะแนนนิยมของทรัมป์ที่ตกฮวบอย่างต่อเนื่อง ภาพการหารืออันชื่นมื่นระหว่างผู้นำสหรัฐกับประธานาธิบดีอิสราเอล และประธานาธิบดียูเครนมีนัยเพื่อส่งเสริมการเล่นเกมการเมืองภายในประเทศของทรัมป์
แต่ผู้เฝ้าดูคงต้องติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป ทั้งในประเด็นที่ว่ารัฐบาลเนทันยาฮูจะมีดำเนินการอย่างไรต่ออิหร่านและพันธมิตร ตลอดจนสถานการณ์ในฉนวนกาซา ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปของอิสราเอลในเดือนตุลาคม ที่เนทันยาฮูอาจต้องหาทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เกิดจุดร่วมที่ทำให้เขาคว้าชัยชนะได้อีกสมัย
ที่สำคัญที่สุดคือ “ความทรัมป์” ที่คาดเดายากและเปลี่ยนไปเปลี่ยนมารายวัน ว่าจะทำให้สิ่งที่เขาคาดหวังว่าจะเป็นแรงส่งให้เกิดแต้มต่อทางการเมือง จะกลายเป็นแต้มบวกอย่างที่คาดหมาย หรือกลายเป็นแต้มลบที่ส่งผลร้าย และทำให้ความนิยมจมดิ่งลงยิ่งกว่าเดิม



