25 รัฐเดโมแครต ยื่นเรื่องฟ้องรัฐบาล ‘ทรัมป์’ ค้านมาตรการภาษีนำเข้าระลอกใหม่ ชี้เกินขอบเขตอำนาจ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม กลุ่มรัฐ 25 รัฐนำโดยพรรคเดโมแครต ในสหรัฐอเมริกา ได้ยื่นเรื่องฟ้องร้องรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา โดยระบุว่า มาตรการภาษีนำเข้าสินค้าจาก 60 ประเทศคู่ค้าล่าสุดของทรัมป์นั้น เกินขอบเขตอำนาจทางกฎหมายในการเก็บภาษีนำเข้า เช่นเดียวกับมาตรการภาษีครั้งใหญ่ก่อนหน้านี้
ข่าวระบุว่า การฟ้องร้องของรัฐเหล่านี้ เป็นการยื่นต่อศาลการค้าระหว่างประเทศ แห่งสหรัฐอเมริกา ในนิวยอร์ก เกิดขึ้นหลังจากที่ธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐ ได้ยื่นเรื่องฟ้องร้อง เพื่อขัดขวางมาตรการภาษี ในวันที่มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยหลายรัฐและธุรกิจขนาดเล็ก ประสบความสำเร็จในการคัดค้านมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลก ที่ทรัมป์ประกาศนำมาใช้ ในช่วงวาระการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ของทรัมป์ แต่ทรัมป์ก็ยังคงดำเนินการกำหนดมาตรการภาษีใหม่ต่อไป แม้จะประสบกับความพ่ายแพ้ทางกฎหมายหลายครั้ง
ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์ ได้ประกาศภาษีใหม่ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์ และ 12.5 เปอร์เซ็นต์ กับ 60 ประเทศคู่ค้า รวมถึงสหภาพยุโรป (อียู) โดยอ้างว่าประเทศเหล่านี้ ไม่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอในการหยุดยั้งการส่งออกสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ โดยมาตรการภาษีนำเข้านี้ มีผลบังคับใช้ในขณะที่ภาษีนำเข้า 10 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกก่อนหน้านี้ได้หมดอายุลง
ข่าวระบุว่า รัฐที่ฟ้องร้องเหล่านี้ รวมถึง รัฐโอเรกอน และนิวยอร์ก ล้วนมีอัยการสูงสุด หรือผู้ว่าการรัฐ จากพรรคเดโมแครต
โดยแดน เรย์ฟีลด์ อัยการสูงสุดของโอเรกอน กล่าวในแถลงการณ์ ระบุว่า “แม้จะพ่ายแพ้ในทุกขั้นตอน แต่ทรัมป์ก็ยังพยายามสร้างความวุ่นวายให้กับครอบครัวคนทำงานและธุรกิจท้องถิ่นของโอเรกอนอีกครั้ง”
คุช เดไซ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า ภาษีนำเข้าเป็นมาตรการที่เหมาะสมและถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรมในประเทศอื่นๆ การที่ประเทศต่างๆ ไม่สามารถบังคับใช้และดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานภาคบังคับนั้น ไม่สมเหตุสมผล และเป็นภาระต่อการค้าของสหรัฐ รวมถึงคนงานชาวอเมริกัน และต้องได้รับการแก้ไข
ทั้งนี้ ทรัมป์ได้ทำให้ภาษีนำเข้าเป็นเสาหลักสำคัญของนโยบายต่างประเทศ แม้ว่าเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ศาลฎีกาของสหรัฐ จะตัดสินคัดค้านมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าในวงกว้างของทรัมป์ส่วนใหญ่ โดยระบุว่า พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าจากคู่ค้าแต่เพียงฝ่ายเดียว
ทรัมป์ ได้ตอบโต้คำตัดสินดังกล่าวด้วยการยกระดับสงครามการค้า โดยกล่าวหาผู้พิพากษาศาลฎีกาว่า “ไม่จงรักภักดี” และออกคำสั่งภาษีนำเข้าชั่วคราว 10 เปอร์เซ็นต์ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายอีกฉบับ ซึ่งไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดเคยนำมาใช้ในการเก็บภาษีมาก่อน เช่นเดียวกับกฎหมาย IEEPA แม้มาตรการภาษีชุดใหม่นี้จะถูกศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐ ตัดสินว่าผิดกฎหมายเช่นกัน แต่ภาษีดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้ในระหว่างที่รัฐบาลทรัมป์ยื่นอุทธรณ์
ทั้งนี้ มาตรการภาษีครอบคลุมทั่วโลกรอบล่าสุดนี้ ถูกประกาศใช้ภายใต้ มาตรา 301 ของพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อต่อสู้กับการปฏิบัติทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมหรือเลือกปฏิบัติโดยประเทศอื่น โดยมาตรการภาษีที่เริ่มบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคมนี้ ส่งผลกระทบต่อสินค้านำเข้าของสหรัฐกว่า 99 เปอร์เซ็นต์
โดยมาตรา 301 แตกต่างจาก IEEPA หรืออำนาจการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกชั่วคราว ซึ่งมาตรา 301 เคยถูกใช้โดยอดีตประธานาธิบดีมาแล้ว แต่รัฐต่างๆ และธุรกิจขนาดเล็ก กล่าวในคำฟ้องว่า ภาษีมาตรา 301 นั้น ในอดีตมักกำหนดเป้าหมายไปที่ประเทศและอุตสาหกรรมเฉพาะเจาะจง และวิธีการแบบเหมาหมดของทรัมป์นั้นไม่มีแบบอย่างในอดีต
คำฟ้องของรัฐต่างๆ เช่นเดียวกับคำฟ้องก่อนหน้านี้ 2 คดี ที่ธุรกิจขนาดเล็ก ยื่นฟ้องเกี่ยวกับภาษีดังกล่าว ยังโต้แย้งว่าภาษีใหม่นี้ใช้ “แรงงานบังคับ” เป็นข้ออ้างในการนำภาษีที่ศาลตัดสินว่าผิดกฎหมายกลับมาใช้ใหม่ โดยระบุว่า การเก็บภาษีนำเข้าแบบเหมาหมด ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแท้จริงของแรงงานบังคับทั่วโลกได้



