โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : เหตุกราดยิง ความท้าทายร่วมสังคมโลกยุคใหม่
เมื่อเอ่ยถึงเหตุกราดยิง ภาพจำในความรับรู้ของสังคมมักเชื่อมโยงกับสหรัฐ ซึ่งประสบปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนมาอย่างต่อเนื่อง ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมของปีนี้ สหรัฐเผชิญกับเหตุกราดยิงแล้วอย่างน้อย 290 ครั้ง จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักว่า เหตุใดประเด็นการควบคุมอาวุธปืน และการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่สอง (Second Amendment) จึงเป็นหัวข้อสาธารณะที่มีการถกเถียงอย่างเข้มข้น และถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในการกำหนดนโยบายและจุดยืนของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งทั่วไปของสหรัฐอยู่เสมอ
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา โศกนาฎกรรมในลักษณะนี้เกิดขึ้นในภูมิภาคอื่นของโลกบ่อยครั้งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุกราดยิงที่ศูนย์การศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ในเมืองเอเรบรูของสวีเดน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เหตุกราดยิงที่หาดบอดไดในนครซิดนีย์ ของออสเตรเลีย เมื่อเดือนธันวาคม 2025 และเหตุกราดยิงที่ศูนย์แม่และเด็กในเมืองชตาเดอ ที่เยอรมนี เมื่อเดือนมิถุนายนนี้ด้วย
เหตุกราดยิงที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรีซึ่งเกิดเมื่อขึ้นเร็วๆ นี้ ยิ่งตอกย้ำว่าการใช้ความรุนแรงจากอาวุธปืนไม่ได้เป็นปัญหาอาชญากรรมภายในประเทศอีกต่อไป หากแต่เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดในหลายพื้นที่ทั่วโลกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะมีสภาพแวดล้อม เงื่อนไขทางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน นับเป็นความท้าทายสำคัญที่สั่นคลอนความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) ในโลกปัจจุบัน
ท่ามกลางโลกาภิวัฒน์ทางเทคโนโลยี ซึ่งอยู่เหนือความสามารถในการควบคุมของรัฐ ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและสื่อสารกันได้อย่างไร้ขอบเขต และผู้คนอีกซีกโลกหนึ่งสามารถรับทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอีกด้านหนึ่งของโลกภายในเวลาไม่กี่วินาที ภายใต้บริบทเช่นนี้ ความรุนแรงจากการใช้ปืนจึงไม่ได้จบลงที่จุดเกิดเหตุ แต่สามารถขยายผลผ่านการรับรู้และกระตุ้นพฤติกรรมเลียนแบบในพื้นที่อื่น แม้จะอยู่ห่างไกลกันทางภูมิศาสตร์ก็ตามที
อีกทั้ง โครงสร้างของสื่อสังคมออนไลน์ที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึม ซึ่งก่อให้เกิดห้องแห่งเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ส่งผลให้ผู้ใช้งานถูกกักขังในพื้นที่ที่พบเจอแต่คอนเทนต์ที่ตนมีความสนใจ สามารถบ่มเพาะความเชื่อและความรู้สึกเดิมให้ยิ่งหยั่งรากลึก แสดงให้เห็นถึงว่าปัญหานี้เป็นภัยคุกคามรูปใหม่ในยุคดิจิทัล ที่ทวีความเปราะบางต่อความมั่นคงในระดับสากล
เมื่อเกิดเหตุกราดยิงขึ้น อำนาจละมุน (Soft Power) ของประเทศก็ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในด้านภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อประเทศในสายตาต่างชาติ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและการลงทุน โดยมีเรื่องความปลอดภัยเป็นข้อพิจารณาที่สำคัญยิ่ง ขณะเดียวกัน หากเหตุความรุนแรงจากอาวุธปืนเกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือมีความรุนแรงในวงกว้าง ประสิทธิภาพของรัฐบาลในการรักษาความสงบเรียบร้อย การป้องกันอาชญากรรม ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายก็มีแนวโน้มที่จะถูกตั้งคำถาม ซึ่งจะบั่นทอนขีดความสามารถของรัฐในการผลักดันผลประโยชน์แห่งชาติในเวทีระหว่างประเทศและต่อเศรษฐกิจแห่งชาติ อันเป็นความมั่นคงในมิติอำนาจแข็ง (Hard Power) ในท้ายที่สุด
รัฐบาลในหลายประเทศเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลการใช้สื่อออนไลน์ของเยาวชนมากขึ้น โดยให้เหตุผลถึงความจำเป็นในการรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตของเด็กจากการใช้โชเซียลมีเดีย การเสพเนื้อหารุนแรง การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ รวมถึงการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก โดยมีออสเตรเลียเป็นประเทศแรกในโลกที่บังคับใช้กฎหมายจำกัดอายุของเยาวชนในการใช้โชเซียลมีเดีย เมื่อเดือนธันวาคม 2025
พระราชบัญญัติ Online Safety Amendment (Social Media Minimum Age) Act ของออสเตรเลีย กำหนดว่า แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เช่น TikTok, Instagram, Facebook, YouTube, X และ Snapchat ต้องดำเนินการตรวจสอบอายุของผู้ใช้งานและมีมาตรการที่สมเหตุสมผลเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีสร้างบัญชีบนแพลตฟอร์มของตน
จูลี อินแมน แกรนต์ กรรมาธิการด้านความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ของออสเตรเลีย กล่าวว่า การชะลอการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กทำให้พวกเขาสามารถใช้เวลาอย่างมีคุณค่าเพื่อเรียนรู้และการเติบโต โดยปราศจากอิทธิพลจากออกแบบแพลตฟอร์มที่เป็นอันตราย และชักจูงผู้ใช้งานอย่างอัลกอริทึมที่ขาดความโปร่งใสและฟังก์ชันเลื่อนดูเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง
ต่อมา ในเดือนมีนาคม 2026 ออสเตรียประกาศร่างกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ทั้งยังมีแผนเพิ่มวิชาเรียน สื่อประชาธิปไตยและมีเดีย ในการศึกษาหลักสูตรบังคับ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการสังเกตและรับมือกับข้อมูลบิดเบือนและการปลุกระดมแนวคิดสุดโต่งด้วย
สหภาพยุโรป (อียู) ก็ได้ดำเนินแนวทางคล้ายกัน อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า อียูจะเดินหน้าจำกัดการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ของเด็กเล็กในกลุ่มประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ โดยเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีจะได้รับอนุญาตให้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้ในระยะเวลาที่จำกัด และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง ผู้ดูแล หรือครู ซึ่งจะมีการผ่อนคลายข้อจำกัดต่างๆ ลงเมื่อเด็กมีอายุมากขึ้น ขณะที่ในอาเซียน อินโดนีเซียและมาเลเซียก็เริ่มบังคับใช้กฎระเบียบที่ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลแล้วด้วย
กระนั้นก็ดี แม้รัฐบาลในหลายประเทศจะตระหนักถึงความสำคัญของการควบคุมการเข้าถึงสื่อของเยาวชน สำนักงานคณะกรรมาธิการความปลอดภัยทางออนไลน์ของออสเตรเลียเปิดเผยรายงานว่า หลังมาตรการจำกัดการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ตามเกณฑ์อายุมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 3 เดือน พบว่าเยาวชนมากกว่า 80% ยังคงสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มที่กำหนดอายุขั้นต่ำ เช่น Instagram, TikTok และ Snapchat ได้
สาเหตุหลักในเรื่องนี้มาจากความไร้ประสิทธิภาพของมาตรการตรวจสอบอายุของแพลตฟอร์มออนไลน์ เยาวชนมากกว่าครึ่งที่เข้าร่วมการสำรวจระบุว่า แพลตฟอร์มที่ใช้งานไม่ได้ร้องขอให้ยืนยันอายุแต่อย่างใด ขณะที่ 18% ระบุว่า ระบบของแพลตฟอร์มประเมินอายุของตนผิดพลาดให้มีอายุมากกว่า 16 และอีก 37% ยอมรับว่า เพียงระบุอายุในบัญชีของตนว่ามีอายุมากกว่า 16 ปี ก็จะสามารถเข้าถึงและใช้งานแพลตฟอร์มต่อไปได้
เหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นในต่างประเทศได้ผลักดันให้รัฐบาลของประเทศที่เกิดเหตุทบทวนและยกระดับมาตรการควบคุมอาวุธปืน ยกตัวอย่างที่แคนาดา Council on Foreign Relations ระบุว่า เหตุกราดยิงที่สถาบันวิศวกรรมแห่งหนึ่งในนครมอนทรีออลเมื่อปี 1989 ได้นำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายควบคุมอาวุธปืนครั้งใหญ่ ทั้งการกำหนดระยะเวลารอ 28 วันก่อนซื้ออาวุธปืน การบังคับให้ผู้ขอใบอนุญาตผ่านการอบรมด้านความปลอดภัย การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบประวัติ และการห้ามหรือเพิ่มข้อจำกัดต่ออาวุธปืนและเครื่องกระสุนบางประเภทที่มีลักษณะใกล้เคียงกับอาวุธทางทหาร
ทว่า ในปี 2012 แคนาดายกเลิกกฎหมายที่กำหนดให้เจ้าของอาวุธปืนที่ไม่ถูกจัดอยู่ในประเภทจำกัด (restricted) ต้องขึ้นทะเบียนกับรัฐบาล ก่อนเกิดเหตุกราดยิงที่มัสยิดในควิเบกในปี 2017 จะนำมาซึ่งการผ่านกฎหมายที่กำหนดให้อาวุธปืนประเภทไม่จำกัดต้องกลับมาขึ้นทะเบียนอีกครั้ง อีกทั้งเจ้าหน้าที่ยังสามารถตรวจสอบประวัติของผู้ขอใบอนุญาตย้อนหลังได้มากกว่า 5 ปี ได้
เหตุกราดยิงในโนวาสโกเชียเมื่อปี 2020 ซึ่งถือเป็นเหตุกราดยิงที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของแคนาดา กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ รัฐบาลได้ประกาศห้ามใช้อาวุธปืนที่มีลักษณะเป็นอาวุธจู่โจมและออกกฎหมายเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกฎหมายในปี 2023 ที่กำหนดมาตรการระงับการซื้อขายและโอนปืนพกทั่วประเทศ และขยายรายการอาวุธปืนที่เข้าข่ายอาวุธจู่โจมซึ่งถูกห้ามครอบครอง
สื่อออนไลน์ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงหรือปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดการก่อเหตุอาชญากรรมหมู่ อย่างไรก็ดี สภาพแวดล้อมทางดิจิทัลได้กลายเป็นพื้นที่ในการเผยแพร่เนื้อหาความรุนแรง และตอกย้ำทรรศนะส่วนบุคคล ปัญหาด้านความมั่นคงไม่ได้ถูกจำกัดภายในพื้นที่ทางกายภาพอีกต่อไป แต่สามารถแพร่ขยายผ่านพื้นที่ดิจิทัลข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การรับมือกับเรื่องนี้จำเป็นต้องมีการกำกับดูแลโลกดิจิทัล และโลกแห่งความเป็นจริงด้วยการบังคับใช้กฎหมาย ควบคู่กันไป
สถานการณ์ดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นความเปราะบางของสังคมในโลกยุคใหม่ และเป็นความท้าทายสำคัญที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐในรูปแบบดั้งเดิม



