วิกฤตสภาพคล่องใต้เงาGDPเวียดนาม ความเสี่ยงช่องว่างสินเชื่อ2.56ล้านล้าน
ธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) ระบุในรายงานที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมว่า ในช่วงปี 2021-2025 ปริมาณสินเชื่อของธนาคารอยู่สูงกว่าปริมาณเงินฝากอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันช่องว่างดังกล่าวเพิ่มขึ้นเกือบ 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.56 ล้านล้านบาท พร้อมเตือนว่าความไม่สมดุลนี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน โดยข้อมูลดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยถึงเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ
ในสายตาโลก เวียดนามได้กลายมาเป็นศูนย์กลางการผลิตใหม่ของโลก หลังจากที่สหรัฐปิดล้อมจีนทางเศรษฐกิจ ทำให้หลายชาติต้องย้ายฐานการผลิตออกจากจีน แม้จะมีค่าจ้างถูก รุ่มรวยด้วยวัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติ และมีแรงงานที่ขยันขันแข็ง เวียดนามจึงก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในฐานการลงทุนใหม่ภายใต้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์นี้ เป็นดาวดวงเด่นที่มีความพร้อมทั้งในแง่ที่มีการทำความตกลงการค้าเสรีมากมาย จนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเวียดนามเติบโตอย่างร้อนแรงเฉลี่ย 6-7% ต่อปี ก้าวกระโดดจากเพียง 2.56% ในปี 2021 มาเป็น 8.02% ในปี 2025 ถือเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในอาเซียนในปัจจุบัน
ประกอบกับการที่เวียดนามวางตัวเป็นหนึ่งในโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานสำคัญของโลก ทำให้เกิดการทะลักเข้ามาของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งสอดรับกับการขยายตัวของโรงงานและอุตสาหกรรมต่างๆ มากมายในเวลาเพียงไม่กี่ปีมานี้่ข้อมูล “ช่องว่างสินเชื่อ” ที่มีขนาดใหญ่โตถึง 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์ดังกล่าว ซึ่งคิดเป็นเกือบ 18-20% ของ GDP ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้ง่ายเช่นกัน
ข้อมูลทางการของ SBV ระบุว่า ยอดปล่อยสินเชื่อ (Credit) ขยายตัวแซงหน้ายอดเงินฝาก (Deposits) อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2021 ปรากฎการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิด “ช่องว่างสภาพคล่องเชิงโครงสร้าง” แม้ถ้อยคำดูคล้ายน่ากลัว แต่ในความเป็นจริงเวียดนามยังห่างไกลจากวิกฤตการเงินอย่างการที่รัฐบาลไม่มีเงินจ่ายหนี้ และเวียดนามก็ไม่ได้กำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้สาธารณะ แต่เป็นเรื่องความเปราะบางภายในระบบธนาคาร ซึ่งอาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในวงกว้างได้ หากการขยายการให้สินเชื่ออย่างรวดเร็วดังกล่าว ไม่มีฐานเงินทุนที่มั่นคงมารองรับ
“ความตึงเครียดเชิงระบบ” ที่เกิดขึ้นในประเทศที่ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นผลมาจากความขัดแย้งเชิงนโยบายระหว่างความทะเยอทะยานในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงให้พุ่งขึ้นในระดับเดียวกันหรือมากกว่าอย่างต่อเนื่อง กับข้อจำกัดของระบบการเงินในการรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นตามมา
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง โครงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามจึงพึ่งพาโมเดล “สินเชื่อนำการเติบโต” ประกอบกับการตั้งเป้าหมายการเติบโตของ GDP ไว้ที่ระดับ 6.5% – 7.5% ต่อปี เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายดังกล่าว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา SBV จึงต้องกำหนดอัตราการเติบโตของสินเชื่อในระดับสูงถึง 14% – 15% ต่อปี และสั่งการให้ธนาคารพาณิชย์เร่งปล่อยกู้เข้าสู่ภาคการผลิต ภาคอสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
ในทางตรงกันข้าม อัตราการเติบโตของเงินฝากในระบบธนาคารกลับขยายตัวเพียง 5% – 8% ต่อปี สวนทางกับอัตราการขยายตัวของสินเชื่อ โดยมีสาเหตุมาจากเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเงินในครัวเรือน อันเนื่องจากผลตอบแทนจากการฝากเงินในธนาคารที่ต่ำช่วงหลังโควิด-19 ผลักให้เงินออมของประชาชนไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ตลาดหุ้น ทองคำ และอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของเงินดอง ชาวเวียดนามเลือกจะถือครองสินทรัพย์จริงหรือเงินตราต่างประเทศ มากกว่าการเก็บเงินสดสกุลดอง เมื่อความต้องการกู้ยืมสูงกว่าเงินที่ออมเข้าสู่ระบบเป็นเวลาติดต่อกันนานกว่า 5 ปี จึงเกิดช่องว่างสะสมกลายเป็นตัวเลขความเสี่ยงมหาศาลดังที่เห็นในปัจจุบัน
กระนั้นก็ดี ช่องว่างระหว่างเงินกู้กับเงินออมที่เกิดขึ้น สามารถชดเชยได้ด้วยการหาเงินทุนชั่วคราว ซึ่งก็สอดรับกับการที่ธนาคารต่างชาติจากหลายประเทศกำลังมองหาโอกาสที่จะเข้ามาในเวียดนาม เพื่อปล่อยสินเชื่อสกุลเงินต่างประเทศให้กับธนาคารท้องถิ่น ที่กำลังต้องการระดมเงินเพื่อรองรับการขยายสินเชื่อของธนาคารให้สอดรับกับเป้าหมายแผนงานด้านเศรษฐกิจของนายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม
ปัจจุบันธนาคารญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นผู้ลงทุนในภาคการธนาคารรายใหญ่ของเวียดนามอยู่แล้ว แต่ฟิตช์เรตติ้ง บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกระบุว่า ธนาคารจากจีน ไต้หวัน และตะวันออกกลาง เป็นกลุ่มที่แสดงความสนใจที่จะร่วมระดมทุนให้กับธนาคารเวียดนาม ซึ่งตัวเลขที่พูดคุยกันก็คิดเป็นจำนวนหลายร้อยล้านหรืออาจเป็นหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
เห็นได้จากในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารของเวียดนามหลายแห่งประสบความสำเร็จในการระดมทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น HDBank ธนาคารเอกชนขนาดกลางที่มีความเชื่อมโยงกับสายการบินต้นทุนต่ำ VietJet ที่ประสบความสำเร็จในการทำข้อตกลงสินเชื่อร่วมระหว่างประเทศมูลค่า 721 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าเป้าหมายการระดมทุนเดิมประมาณ 60% โดยกู้เงินจาก Standard Chartered, Commerzbank ของเยอรมนี และ MUFG Bank ของญี่ปุ่น
ก่อนหน้านี้ VPBank หนึ่งในธนาคารเอกชนรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ลงนามในข้อตกลงกู้เงินจากต่างประเทศมูลค่า 1,440 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมิถุนายน จาก Sumitomo Mitsui Banking Corporation ของญี่ปุ่น เช่นเดียวกับ Techcombank ธนาคารเอกชนรายใหญ่อีกรายของเวียดนามที่กำลังอยู่ระหว่างการขอกู้เงินจากต่างประเทศมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ โดยรอเพียงการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลเท่านั้น
ตามข้อมูลของ SBV อัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะยาวในเวียดนามปรับเพิ่มขึ้นในเดือนมิถุนายนมาอยู่ในช่วง 5.9%-7.8% จากระดับ 4.8%-7.1% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน เมื่ออัตราดอกเบี้ยภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้น การระดมทุนจากต่างประเทศจึงมีความสมเหตุสมผลในเชิงเศรษฐกิจอีกครั้ง สำหรับการจัดหาเงินทุนระยะกลางถึงระยะยาว
กระนั้นก็ดีวาเงินสินเชื่อที่โตเกินตัวและการพึ่งพาธนาคารเกินขนาดก็ทำให้เกิดความเสี่ยงสะสม โดยเวียดนามมีอัตราสินเชื่อต่อ GDP สูงถึง 125% – 130% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดประเทศหนึ่งในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกัน ประกอบกับเวียดนามก็เผชิญกับปัญหาวิกฤตสภาพคล่องในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่เกิดขึ้นจากการล่มสลายและการทุจริตของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ก็ยังคงเป็นหนี้สิ้นที่คงค้างที่ยังหาทางออกไม่ได้ แม้ตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ที่ SBV ประกาศไว้จะอยู่ที่ 2-3% แต่เชื่อว่าหนี้เสียที่แท้จริงในระบบอาจเป็นตัวเลขที่สูงถึง 7-9%
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ระบุข้างต้น การขาดแคลนเงินฝาก และวิกฤตสภาพคล่อง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาแต่ก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจเวียดนามในหลายมิติ อาทิ การขาดสภาพคล่องของ SMEs การบริโภคภายในประเทศซบเซา ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนจาก FDI การแก้ไขปัญหาช่องว่างสินเชื่อดังกล่าว ต้องอาศัยความกล้าหาญในการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาให้ได้ตรงจุด
การที่ธนาคารกลางเวียดนามออกมาเปิดเผยตัวเลขช่องว่างสินเชื่อและเงินฝากเกือบ 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ไม่ใช่การยอมรับพ่ายแพ้ แต่เป็น “การยอมรับความจริงเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อสกัดกั้นภัยเงียบทางการเงินก่อนที่จะสายเกินไป แต่เส้นทางหลังจากนี้ก็อยู่ที่เวียดนามจะเลือกเดินต่อไปบนพื้นฐานของการยอมรับความจริง หรือจะยังคงผลักดันการเติบโตในอัตราสูงตามนโยบายของพรรค โดยไม่คำนึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมา ซึ่งอาจเซาะกร่อนบ่อนทำลายรากฐานของเศรษฐกิจที่ก่อร่างสร้างขึ้นมาให้พังทลายลงเร็วกว่าที่คิด
เวียดนามกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ หากรัฐบาลยังคงเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดสินเชื่อโดยไม่สนใจฐานเงินฝากและความเสี่ยงเชิงระบบ ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตสภาพคล่องก็จะยิ่งสูงขึ้นตามมา ในทางกลับกัน หากรัฐบาลยอมรับได้ที่จะให้การเติบโตที่ชะลอตัวลงในระยะสั้น เพื่อเร่งปฏิรูปโครงสร้างการเงิน ถอนการอัดฉีดสินเชื่อที่ไม่จำเป็น และสร้างวินัยทางการเงินการคลัง เวียดนามก็จะสามารถก้าวผ่านเงามืดของช่องว่างสินเชื่อ และกลับมาเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ในฐานะศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญของภูมิภาคและของโลกในอนาคต



