ทรัมป์เผยแผน พบ คิม จอง อึน ปีนี้ น้องผู้นำคิมยัน พี่ชายไม่ได้ติดต่อ ปธน.มะกัน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กล่าวเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ว่า เขามีแผนจะพบกับนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือในช่วงปลายปีนี้ พร้อมระบุว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ทรงอานุภาพอย่างมากอยู่ 57 ลูก
คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นหลังจากเขาสั่งให้เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐลดระยะเวลาการซ้อมรบร่วมทางทหารกับเกาหลีใต้ โดยให้เหตุผลว่าการซ้อมรบดังกล่าวส่งสัญญาณไปยังกรุงเปียงยางอย่างไม่เหมาะสมและเป็นปรปักษ์อย่างสิ้นเชิง ต่อประเทศที่ทรัมป์ระบุว่าไม่ได้เป็นภัยคุกคามและให้ความเคารพต่อสหรัฐ
ผู้สื่อข่าวถามทรัมป์เมื่อวันพุธว่า เขาคาดว่าจะได้พบกับคิมในช่วงปลายปีนี้หรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ใช่ ผมจะพบเขา” โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันจันทร์ ทรัมป์กล่าวว่า เขาได้รับการตอบกลับจากคิม หลังจากที่เขาพยายามรื้อฟื้นการติดต่อกับผู้นำเกาหลีเหนือ ขณะที่วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ทรัมป์ได้เร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ของเขาจัดเตรียมการพบปะกับคิมแบบตัวต่อตัวโดยเร็วที่สุดในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะมาถึงนี้
“ผมรู้จักคิม จอง อึน เป็นอย่างดี และเขาจะไม่เป็นอะไร ตราบใดที่เรามีประธานาธิบดีที่ฉลาด” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว ระหว่างการเยี่ยมชมลานจอดเฮลิคอปเตอร์ที่เขากำลังก่อสร้างบนสนามหญ้าฝั่งใต้ของทำเนียบขาว
“การที่ผมเข้ากับเขาได้ นั่นเป็นเรื่องดี ไม่ใช่เรื่องไม่ดี เขามีอาวุธนิวเคลียร์ที่ทรงอานุภาพอย่างมาก 57 ลูก” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่า “พวกเขาไม่ควรปล่อยให้มันเกิดขึ้นตั้งแต่แรก หากผมเป็นประธานาธิบดี ผมคงไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น แต่เขามีมันอยู่แล้ว”
ทั้งนี้ การที่ทรัมป์ระบุจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ที่เกาหลีเหนือครอบครองอย่างเฉพาะเจาะจง ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างมาก
คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นไม่นานหลังจากคิม โย จอง น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลของผู้นำคิมระบุว่า เธอไม่ทราบว่าผู้นำของทั้งสองประเทศมีการติดต่อสื่อสารกันในช่วงที่ผ่านมา และแม้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำสหรัฐและเกาหลีเหนือจะ “ดีเยี่ยมอย่างแท้จริง” แต่รัฐบาลสหรัฐก็ยังคงดำเนินการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ และยังคงเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีเหนือ
แถลงการณ์ของคิม โย จอง ที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐระบุว่า เราคิดว่าไม่คุ้มค่าที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้น และเราไม่มีความสนใจในเรื่องนี้เลย ลักษณะที่ยั่วยุและก้าวร้าวของการซ้อมรบจะไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าระยะเวลาและขนาดจะลดลงก็ตาม
น้องสาวผู้นำคิมยังอ้างถึงการซ้อมรบทางทหารอื่นๆ ที่สหรัฐและเกาหลีใต้ดำเนินการร่วมกันเมื่อต้นปีนี้ และความพยายามของเกาหลีใต้ในการนำเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้งาน
อย่างไรก็ดี แถลงการณ์ของคิม โย จอง ไม่ได้ใช้ถ้อยคำรุนแรงตามแบบฉบับที่เกาหลีเหนือมักใช้ และเธอยังอ้างถึงคำพูดในอดีตของพี่ชายว่า เขายังคง “มีความทรงจำที่ดี” เกี่ยวกับทรัมป์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเกาหลีเหนืออาจพยายามจัดการความสัมพันธ์กับทรัมป์ไปพร้อมๆ กับการแสวงหาความเป็นไปได้ที่มากขึ้นเพื่อเริ่มต้นการเจรจาระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือกับประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้ง
คณะผู้แทนเกาหลีเหนือประจำสหประชาชาติในนครนิวยอร์กยังไม่ได้ตอบคำขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำกล่าวล่าสุดของทรัมป์ในทันที
ทรัมป์จัดการประชุมสุดยอดกับคิมอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในปี 2018 และ 2019 แต่ความพยายามทางการทูตดังกล่าวล่มสลายลงในท้ายที่สุด เนื่องจากความขัดแย้งเกี่ยวกับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เกาหลีเหนือยุติและยกเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ทรัมป์กล่าวถึงเกาหลีเหนือหลายครั้งว่าเป็น “ประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์” แม้ว่ารัฐบาลของเขายังคงเรียกร้องให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์ และสหรัฐยังไม่ได้รับรองเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการว่าเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ก็ตาม
รัฐบาลสหรัฐไม่ได้เปิดเผยตัวเลขประมาณการอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ในคลังแสงของเกาหลีเหนือต่อสาธารณะ แม้รายงานของฝ่ายวิจัยของรัฐสภาสหรัฐในปี 2025 จะอ้างข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญนอกภาครัฐว่า เกาหลีเหนือได้ผลิตวัสดุฟิสไซล์ หรือวัสดุที่สามารถนำไปใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้เพียงพอสำหรับหัวรบนิวเคลียร์มากถึง 90 หัวรบ แต่คาดว่าเกาหลีเหนือประกอบหัวรบดังกล่าวแล้วประมาณ 50 หัวรบ
เมื่อเดือนมิถุนายน สถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) ประเมินว่า เกาหลีเหนืออาจประกอบหัวรบนิวเคลียร์แล้วประมาณ 60 หัวรบ และมีวัสดุฟิสไซล์เพียงพอที่จะผลิตเพิ่มได้อีกอย่างน้อย 30 หัวรบ

