สูญหายเกือบ 1,500 เหตุโคลนถล่ม-น้ำท่วมฉับพลัน เขย่าทิเบต-เนปาล ชี้สาเหตุจากธารน้ำแข็งพังถล่ม
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม สำนักข่าวเอพีและรอยเตอร์อ้างสำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานสถานการณ์ภัยพิบัติจากเหตุโคลนถล่มที่มีสาเหตุจากธารน้ำแข็งพังถล่มในทิเบต เขตปกครองตนเองของจีน ติดกับประเทศเนปาลว่า ได้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในทิเบตแล้วอย่างน้อย 3 ราย และมีผู้สูญหาย 558 ราย ขณะที่ตำรวจในเนปาลรายงานว่าเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในเนปาลอย่างน้อย 162 ราย สูญหายอีกกว่า 826 ราย หลังจากเกิดน้ำท่วมฉับพลันไหลบ่าถล่มชายแดนเนปาลและจีนเมื่อหนึ่งวันก่อนหน้า
ด้านสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีรายงานว่า ในจำนวนผู้สูญหายจากเหตุโคลนถล่มในทิเบต 558 รายนั้น เป็นชาวต่างชาติ 260 คน และมีการช่วยเหลือชาวบ้านได้ 2 คน ทั้งนี้ ข้อมูลในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี(27 ส.ค.)ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ในเนปาลระบุว่า มีรายงานผู้สูญหายจำนวน 826 คน ซึ่งรวมถึงชาวต่างชาติเกือบ 600 คน โดยนายสุนิล ชาร์มา โฆษกคณะกรรมการการท่องเที่ยวของเนปาล เปิดเผยว่า ในจำนวนผู้สูญหายนี้มีชาวอินเดีย 133 คน ที่เดินทางมาแสวงบุญยังภูเขาไกรลาส ในฝั่งทิเบต ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้สูญหายที่เป็นชาวอเมริกัน 47 ราย ชาวออสเตรเลีย 34 ราย ชาวอังกฤษ 33 ราย และชาวแคนาดา 24 ราย
ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่าได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับชาวอเมริกันที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้แล้ว
ขณะที่ เพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทศของออสเตรเลีย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ชาวออสเตรเลียอย่างน้อย 34 คน ที่เดินทางไปแสวงบุญและเดินป่าสูญหาย และว่า ขณะนี้รัฐบาลเนปาลยังไม่ได้ขอความช่วยเหลือ แต่ออสเตรเลียกำลังประสานงานกับเนปาล สหประชาชาติ สภากาชาด และองค์กรอื่นๆ ในการตอบสนองด้านมนุษยธรรม

ส่วนกระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซียได้แก้ไขตัวเลขผู้สูญหายเพิ่มขึ้นจากเหตุภัยพิบัติในเนปาลและทิเบตครั้งนี้ โดยระบุว่า ยังไม่สามารถติดต่อชาวมาเลเซีย 55 คน ในกาฐมาณฑุได้ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายอย่างหนักเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการติดต่อพวกเขา และว่า ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตชาวมาเลเซีย ซึ่งขณะนี้กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยและที่อยู่ของพวกเขา
ภาพเหตุการณ์จากโดรนในเนปาลเผยให้เห็นสภาพถนนที่ถูกทำลายและอาคารบ้านเรือนจมอยู่ใต้กระแสน้ำเชี่ยวกราก ซึ่งมีสีขุ่นข้นคล้ายปูนเปียก
ภาพถ่ายพื้นที่ประสบภัยยังเผยให้เห็นสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นอาคาร 2 ชั้นในเขตนูวาคอตของเนปาลซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยตัวอาคารเต็มไปด้วยคราบโคลนหลังจากกระแสน้ำไหลทะลักผ่านไป มีเศษซากปรักหักพังติดอยู่ตามกิ่งไม้และสายไฟ ยานพาหนะถูกฝังจมอยู่ใต้โคลน และผู้รอดชีวิตบางส่วนที่ยังอยู่ในอาการตื่นตระหนก มีสภาพเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ภัยพิบัติในเนปาลและทิเบตครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว ระบบแม่น้ำเลนเดโขลา(Lhende Khola) ได้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน 2 ครั้งในเวลาเพียง 14 เดือน และระบบน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยที่ไม่แน่นอนมากขึ้นเรื่อย ๆ กำลังคุกคามชุมชน โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งน้ำในภูมิภาคที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ภูมิภาคนี้เคยประสบกับน้ำท่วมฉับพลันในลักษณะเดียวกันเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เมื่อทะเลสาบธารน้ำแข็งในทิเบตล้นตลิ่งเนื่องจากอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ รวมถึงสะพานที่เชื่อมระหว่างเนปาลและจีน ได้รับความเสียหาย
เอพีรายงานว่า หลังเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติโคลนถล่ม-น้ำท่วมฉับพลัน สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) รายงานครั้งแรกว่าเกิดแผ่นดินไหวขนาด 4.4 แมกนิจูด เมื่อเช้าวันพุธ(26 ส.ค.) ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล ไปทางเหนือประมาณ 66 กิโลเมตร ใกล้ชายแดน ต่อมา USGS ได้ปรับการวิเคราะห์ใหม่ โดยระบุว่าแรงสั่นสะเทือนที่วัดได้ 5.2 แมกนิจูด เป็นการถล่มของธารน้ำแข็ง ซึ่งทำให้เศษซากน้ำแข็งไหลลงสู่ลำน้ำและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชนต่างๆ โดย USGS ระบุว่าการวิเคราะห์นี้อิงจากข้อมูลจากสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวในบริเวณใกล้เคียง คลื่นแผ่นดินไหวระยะยาว และภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น
ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศ จาก International Centre for Integrated Mountain Development ในกรุงกาฐมาณฑุ กล่าวให้ความเห็นว่า การถล่มของธารน้ำแข็งอาจเป็นสาเหตุของน้ำท่วมฉับพลันที่เกิดขึ้นเมื่อวันพุธ โดยจากการสังเกตการณ์ทางอุทกวิทยาบ่งชี้ถึงความเร็วและขนาดของคลื่นน้ำท่วมที่ผิดปกติ โดยระดับน้ำในแม่น้ำตรีศุลีเพิ่มขึ้นถึง 9 เมตร ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง และว่า แม่น้ำเลนเดโขลา ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำโภเตโกชี มีระดับน้ำท่วมสูงสุด
“แม่น้ำเลนเดโขลา เกิดน้ำท่วม 2 ครั้งในรอบ 14 เดือน ครั้งนี้เกิดจากหิมะถล่มจากธารน้ำแข็งทางฝั่งเนปาล ซึ่งปิดกั้นทางน้ำและทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันไหลลงสู่ปลายน้ำ” ซัสสวาตา ซานยาล ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติของกลุ่มวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศกล่าว พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัยที่กำลังมีอุณหภูมิสูงขึ้น

