30 ปี CTBT
จากโลกที่เต็มไปด้วยการทดลองนิวเคลียร์ สู่ความร่วมมือเพื่อโลกที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น
เมื่อพูดถึง “นิวเคลียร์” หลายคนคงนึกถึงระเบิดปรมาณู เมฆรูปดอกเห็ด หรือการแข่งขันสะสมอาวุธของมหาอำนาจในช่วงสงครามเย็น และอาจสงสัยว่า แล้วประเทศไทยซึ่งไม่มีอาวุธนิวเคลียร์จะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร
แท้จริงแล้ว “นิวเคลียร์” อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด และไม่ได้มีเพียงเรื่องของอาวุธเท่านั้น เทคโนโลยีนิวเคลียร์ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและช่วยรับมือกับความท้าทายสำคัญของโลกในหลากหลายด้าน ตั้งแต่การผลิตพลังงาน การแพทย์และการรักษาโรคมะเร็ง การเกษตรและการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร การบริหารจัดการน้ำ การจัดการมลพิษจากพลาสติกและไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำและมหาสมุทร การเฝ้าระวัง ตรวจจับ และรับมือโรคจากสัตว์สู่คน (zoonotic diseases) ไปจนถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรม การวิจัย การศึกษา และการอนุรักษ์โบราณวัตถุ
ภายใต้ สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Treaty on the Non-Proliferation of Nuclear Weapons: NPT) ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของความร่วมมือระหว่างประเทศด้านนิวเคลียร์ โดยเชื่อมโยงเป้าหมายสำคัญทั้งการป้องกันการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ การลดและขจัดอาวุธนิวเคลียร์ และการส่งเสริมการใช้พลังงานและเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติ ประเทศต่าง ๆ มีสิทธิใช้พลังงานและเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อวัตถุประสงค์ทางสันติ โดยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีและกลไกการตรวจสอบระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความมั่นใจว่าวัสดุและเทคโนโลยีนิวเคลียร์จะถูกนำไปใช้เพื่อสันติ และจะไม่ถูกเบี่ยงเบนไปใช้ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์
ประเทศไทยเป็นรัฐสมาชิก NPT มาตั้งแต่ปี 2515 และได้มีบทบาทสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศ
ทั้งการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติ การไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ตลอดจนการลดและขจัดอาวุธนิวเคลียร์ ไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทในการผลักดันสนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ (Treaty on the Prohibition of Nuclear Weapons: TPNW) และเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่ลงนามและให้สัตยาบันสนธิสัญญาดังกล่าวเมื่อปี 2560 ปัจจุบันไทยยังทำหน้าที่ร่วมกับไอร์แลนด์ในการส่งเสริมความเกื้อกูลระหว่าง TPNW กับ NPT และกลไกอื่น ๆ ด้านการลดและไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์
กรอบความร่วมมือเหล่านี้ล้วนมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือการสร้างโลกที่ปลอดภัยและมั่นคงยิ่งขึ้น โดยไม่ได้หมายความว่าโลกจะต้องปฏิเสธ “นิวเคลียร์” หากแต่ต้องการให้ประเทศต่าง ๆ สามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานและเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อวัตถุประสงค์ทางสันติ ควบคู่ไปกับความพยายามป้องกันการแพร่ขยาย ลดและขจัดอาวุธนิวเคลียร์
และเมื่อพูดถึงอาวุธนิวเคลียร์ “การทดลอง” ก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ เพราะการทดลองมีบทบาทในการพัฒนาประเมินประสิทธิภาพ และพิสูจน์ขีดความสามารถของอาวุธ ตลอดศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะในช่วงสงครามเย็น โลกจึงได้เห็นการทดลองอาวุธนิวเคลียร์มากกว่า 2,000 ครั้ง ทั้งในชั้นบรรยากาศ ใต้ดิน และใต้น้ำ การทดลองเหล่านี้สะท้อนการแข่งขันสะสมอาวุธของมหาอำนาจ แต่ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้คน สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม ซึ่งในหลายพื้นที่ยังคงหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน
ความพยายามที่จะยุติการทดลองอาวุธนิวเคลียร์จึงเป็นอีกหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของความพยายามระหว่างประเทศ ทั้งในด้านการไม่แพร่ขยายและการลดอาวุธนิวเคลียร์ ตลอดจนลดผลกระทบด้านมนุษยธรรมและสิ่งแวดล้อม
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญของความพยายามดังกล่าวคือ สนธิสัญญาห้ามการทดลองอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty: CTBT) ซึ่งในปีนี้ครบรอบ 30 ปีนับตั้งแต่เปิดให้ลงนาม และตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา CTBT ได้มีส่วนสำคัญในการสร้างบรรทัดฐานร่วมกันว่า การทดลองอาวุธนิวเคลียร์ไม่ควรเป็นสิ่งที่ประชาคมโลกยอมรับอีกต่อไป
บทเรียนจากอดีต: ผลกระทบที่ไม่ได้หยุดอยู่ ณ จุดระเบิด
การทดลองอาวุธนิวเคลียร์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาและพิสูจน์ขีดความสามารถของอาวุธ ตลอดหลายทศวรรษของการแข่งขันสะสมอาวุธ โดยเฉพาะในช่วงสงครามเย็น ประเทศต่าง ๆ ทำการทดลองเพื่อพัฒนาอาวุธ ประเมินประสิทธิภาพ และพิสูจน์ขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ของตน
ระหว่างปี 2488 – 2539 (ค.ศ. 1945 – 1996) มีการทดลองนิวเคลียร์เกิดขึ้นทั่วโลกมากกว่า 2,000 ครั้ง ทั้งในชั้นบรรยากาศ ใต้ดิน และใต้น้ำ และในช่วงที่การแข่งขันด้านอาวุธเข้มข้นระหว่างปี ค.ศ. 1954 – 1984 โดยเฉลี่ยแล้วจะมีการทดลองเกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่งบนโลกอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง
เพื่อให้เห็นภาพของขนาดการทดลองที่เกิดขึ้น การทดลองนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศจำนวนกว่า 500 ครั้ง ในช่วงปี ค.ศ. 1945 – 1980 มีอานุภาพการระเบิดรวม (explosive yield) ประมาณ 428 เมกะตัน หรือเทียบเท่าอานุภาพของระเบิดที่ใช้ที่ฮิโรชิมาประมาณ 29,000 ลูก
ตัวเลขดังกล่าวเป็นการเปรียบเทียบในเชิงอานุภาพการระเบิดรวม มิได้หมายความว่าผลกระทบต่อชีวิตและพื้นที่จะเท่ากับการทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมา 29,000 ครั้ง เนื่องจากสถานที่ ความสูง ลักษณะการระเบิด ขนาดอาวุธ และปัจจัยอื่น ๆ มีความแตกต่างกันอย่างมาก
แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ผลกระทบจากการทดลองไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับการระเบิด และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริเวณพื้นที่ทดลอง โดยเฉพาะการทดลองในชั้นบรรยากาศ สารกัมมันตรังสี (radioactive fallout) สามารถถูกพัดพาไปกับกระแสลมและตกลงสู่พื้นดินพร้อมกับฝน ก่อนกระจายเข้าสู่ดิน น้ำ และห่วงโซ่อาหาร ผลกระทบจึงสามารถข้ามพรมแดนและไปถึงผู้คนที่อยู่ห่างไกลจากพื้นที่ทดลองได้
ขณะที่การทดลองใต้น้ำสามารถทำให้สารกัมมันตรังสีกระจายสู่ทะเลและพื้นที่โดยรอบ ส่วนการทดลองใต้ดิน แม้จะช่วยจำกัดการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสีได้มากกว่า แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจากการรั่วไหลของก๊าซและวัสดุกัมมันตรังสีออกสู่สิ่งแวดล้อม ผลกระทบเหล่านี้จึงมิได้จบลงในวันที่เกิดการระเบิด หากยังสามารถตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมและส่งผลต่อชุมชนไปอีกหลายสิบปี
ตัวอย่างหนึ่งคือพื้นที่ทดลอง Semipalatinsk ในคาซัคสถาน ซึ่งมีการทดลองนิวเคลียร์ถึง 456 ครั้ง ระหว่างปี ค.ศ. 1949 – 1989 โดยข้อมูลจากสหประชาชาติระบุว่าประชาชนเกือบ 1.5 ล้านคน ได้รับผลกระทบจากการทดลอง และพื้นที่ขนาดใหญ่ได้รับการปนเปื้อนกัมมันตรังสี
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ หมู่เกาะมาร์แชลล์ซึ่งเป็นสถานที่ทดลองนิวเคลียร์จำนวน 67 ครั้งระหว่างปี ค.ศ. 1946 – 1958 รวมถึงการทดลอง Castle Bravo ที่ Bikini Atoll ในปี ค.ศ. 1954 ซึ่งมีอานุภาพ 15 เมกะตัน และนับเป็นการทดลองนิวเคลียร์ที่มีอานุภาพสูงที่สุดครั้งหนึ่งที่เคยเกิดขึ้น การทดลองดังกล่าวทำให้สารกัมมันตรังสีกระจายไปยังเกาะใกล้เคียงที่มีประชาชนอาศัยอยู่ ประชาชนที่ Bikini Atoll ซึ่งเคยถูกอพยพออกจากพื้นที่และได้รับอนุญาตให้กลับไปตั้งถิ่นฐานในเวลาต่อมา ต้องอพยพออกอีกครั้งในปี ค.ศ. 1978 หลังพบการได้รับซีเซียม-137 ในระดับสูง โดยสารกัมมันตรังสีที่ตกค้างในดินสามารถถูกดูดซึมโดยพืชและเข้าสู่ร่างกายผ่านอาหารที่บริโภค
ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ผลกระทบของการทดลองนิวเคลียร์อาจไม่ได้จบลงเมื่อการระเบิดสิ้นสุดลง
หากแต่สามารถส่งต่อจากอากาศสู่ผืนดินและแหล่งน้ำ จากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร และส่งผลต่อสุขภาพ
การดำรงชีวิต และถิ่นฐานของชุมชนต่อเนื่องเป็นเวลาหลายทศวรรษ
ด้วยเหตุนี้ ความพยายามของประชาคมระหว่างประเทศในปัจจุบันจึงไม่ได้มุ่งเพียงป้องกันไม่ให้เกิดการทดลองครั้งใหม่ แต่ยังครอบคลุมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจากการทดลองในอดีตด้วย สมัชชาสหประชาชาติ (United Nations General Assembly: UNGA) ได้หยิบยกประเด็น “Addressing the Legacy of Nuclear Weapons” ขึ้นมาผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยเปิดพื้นที่ให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบ ประเทศที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาสังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางในการรับมือกับผลกระทบที่ยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ UNGA ยังได้กำหนดให้วันที่ 29 สิงหาคมของทุกปีเป็น “วันต่อต้านการทดลองนิวเคลียร์สากล (International Day against Nuclear Tests)” เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบของการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ และย้ำถึงความจำเป็นในการยุติการทดลองอย่างสิ้นเชิง การยุติการทดลองจึงมีความหมายมากกว่าการป้องกันไม่ให้เกิดการระเบิดและผลกระทบจากการทดลองครั้งใหม่ เพราะยังช่วยจำกัดช่องทางในการพัฒนาและพิสูจน์ขีดความสามารถของอาวุธนิวเคลียร์ ลดแรงผลักดันของการแข่งขันสะสมอาวุธ และลดความเสี่ยงต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ
การห้ามการทดลองอาวุธนิวเคลียร์จึงเชื่อมโยงทั้งมิติของการลดและไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ตลอดจนการส่งเสริมความมั่นคงระหว่างประเทศ มนุษยธรรม และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
CTBT: สนธิสัญญาที่เปลี่ยนพฤติกรรมของโลก
ความพยายามที่จะห้ามการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ได้พัฒนามาเป็นลำดับ จาก สนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามการทดลองนิวเคลียร์บางส่วน (Partial Test Ban Treaty: PTBT) ค.ศ.1963 ซึ่งครอบคลุมเฉพาะการทดลองในชั้นบรรยากาศ ในอวกาศ และใต้น้ำ (ยกเว้นการทดลองใต้ดิน) ไปสู่เป้าหมายที่ครอบคลุมมากขึ้น
ในปี 2539 (ค.ศ. 1996) UNGA ได้ให้การรับรอง CTBT ซึ่งมีวัตถุประสงค์ห้ามการระเบิดนิวเคลียร์ทุกประเภท ทั้งทางทหารและพลเรือน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใด จึงเป็นที่มาของคำว่า“โดยสมบูรณ์”
ในภาพรวม CTBT เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกับกรอบความร่วมมือภายใต้ NPT และความพยายามระหว่างประเทศด้านการไม่แพร่ขยายและการลดอาวุธนิวเคลียร์ กล่าวได้ว่า หาก NPT เป็นกรอบสำคัญที่วางหลักการเกี่ยวกับการไม่แพร่ขยาย การลดและขจัดอาวุธนิวเคลียร์ และการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติ CTBT ก็เข้ามาเสริมความพยายามดังกล่าวด้วยการห้ามทดลอง ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการพัฒนาและพิสูจน์ขีดความสามารถของอาวุธนิวเคลียร์
แม้ปัจจุบัน CTBT จะยังไม่มีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการ เนื่องจากสนธิสัญญากำหนดให้ 44 ประเทศตามบัญชีรายชื่อในภาคผนวกที่ 2 (Annex 2) ซึ่งเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ต้องลงนามและให้สัตยาบันครบทุกประเทศก่อนสนธิสัญญาจึงจะมีผลใช้บังคับ ปัจจุบันยังมี 9 ประเทศที่ยังมิได้ลงนามหรือให้สัตยาบัน ได้แก่ จีน อียิปต์ อินเดีย อิหร่าน อิสราเอล เกาหลีเหนือ ปากีสถาน รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา โดยในจำนวนนี้ อินเดีย เกาหลีเหนือ และปากีสถานยังมิได้ลงนาม อย่างไรก็ดี แม้ CTBT จะยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา CTBT ได้มีส่วนสำคัญในการสร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศ (international norm) ที่เข้มแข็งว่า การทดลองอาวุธนิวเคลียร์เป็นสิ่งที่ประชาคมโลกไม่ยอมรับ
ผลลัพธ์สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน จากการทดลองอาวุธนิวเคลียร์มากกว่า 2,000 ครั้งในศตวรรษที่ 20 นับตั้งแต่เข้าสู่ศตวรรษที่ 21 มีการทดลองอาวุธนิวเคลียร์เพียง 6 ครั้งเท่านั้น หรือ 10 ครั้งนับตั้งแต่เปิดให้ลงนามในสนธิสัญญา
แม้การลดลงดังกล่าวจะเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งการเปลี่ยนแปลงของบริบทระหว่างประเทศ ความก้าวหน้าด้านการควบคุมอาวุธ และแรงกดดันจากประชาคมโลก แต่ CTBT ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างความคาดหวังร่วมกันของนานาชาติว่าการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ไม่ควรเกิดขึ้นอีก


CTBTO รู้ได้อย่างไร หากมีการทดลองอาวุธนิวเคลียร์
เมื่อมีการห้ามทดลอง คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ แล้วโลกจะรู้ได้อย่างไร หากมีประเทศใดทดลองอาวุธนิวเคลียร์
เพื่อรองรับการดำเนินงานของสนธิสัญญา จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเตรียมการสำหรับองค์การสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (Preparatory Commission for the Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty Organization: CTBTO PrepCom) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ทำหน้าที่เตรียมความพร้อมสำหรับการบังคับใช้สนธิสัญญา พัฒนาระบบตรวจสอบ ส่งเสริมความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ และเสริมสร้างศักยภาพของรัฐผู้ลงนาม องค์ประกอบสำคัญของระบบตรวจสอบ ได้แก่
- International Monitoring System (IMS) – เครือข่ายระดับโลก International Monitoring System (IMS) หรือระบบตรวจสอบระหว่างประเทศ เป็นหัวใจสำคัญของระบบการตรวจสอบภายใต้ CTBT โดยเป็นเครือข่ายสถานีตรวจวัดที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจจับสัญญาณที่อาจบ่งชี้ถึงการระเบิดนิวเคลียร์ ระบบดังกล่าวใช้เทคโนโลยีหลัก 4 ประเภท ได้แก่
- Seismic Stations – ตรวจจับคลื่นไหวสะเทือนจากแผ่นดินไหวหรือการระเบิดใต้ดิน
- Hydroacoustic Stations – ตรวจจับคลื่นเสียงในมหาสมุทร
- Infrasound Stations – ตรวจจับคลื่นเสียงความถี่ต่ำในชั้นบรรยากาศ
- Radionuclide Stations – ตรวจวัดอนุภาคและก๊าซกัมมันตรังสีในบรรยากาศ

2. International Data Centre (IDC) – จุดรวมข้อมูลจากทั่วโลก ข้อมูลจากสถานีตรวจทั่วโลกจะถูกส่งมายัง International Data Centre (IDC) ที่กรุงเวียนนา เพื่อประมวลผลและวิเคราะห์โดยอัตโนมัติ ช่วยให้สามารถจำแนกได้ว่าเหตุการณ์ที่ตรวจพบเป็นแผ่นดินไหว การระเบิดจากเหมือง การระเบิดทางทหาร หรืออาจเกี่ยวข้องกับการทดลองอาวุธนิวเคลียร์


3. On-Site Inspections (OSI) – การตรวจสอบในพื้นที่จริง On-Site Inspection (OSI) หรือ การตรวจสอบ ณ ที่ตั้ง จะสามารถดำเนินการได้เมื่อ CTBT มีผลบังคับใช้
โดยเป็นการตรวจสอบพื้นที่ที่อาจมีการระเบิดนิวเคลียร์ ตามการร้องขอและความยินยอมของรัฐสมาชิก
ประเทศไทยมีบทบาทอย่างไร
ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการห้ามการทดลองอาวุธนิวเคลียร์มาอย่างต่อเนื่อง โดยไทยลงนามใน CTBT เมื่อ 12 พ.ย. 2539 และให้สัตยาบันเมื่อ 25 ก.ย. 2561 การสนับสนุนการยุติการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของไทยยังสะท้อนอยู่ในพันธกรณีภายใต้กรอบอื่น ๆ ที่ไทยเป็นภาคี ทั้ง NPT สนธิสัญญาว่าด้วยเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEANWFZ Treaty) และ TPNW ซึ่งต่างมีข้อห้ามเกี่ยวกับการทดลองอาวุธนิวเคลียร์
ในทางปฏิบัติ ประเทศไทยยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบตรวจสอบระดับโลกของ CTBTO โดยมีสถานีตรวจวัดของ IMS จำนวน 2 แห่ง ได้แก่
(1) สถานีตรวจวัดความสั่นสะเทือนของพิภพ พีเอส 41 (Primary Seismic Station: PS41) ที่ จ.เชียงใหม่

(2) สถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสี อาร์เอ็น 65 (Radionuclide Station: RN65) ที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ (วิทยาเขตกำแพงแสน) จ.นครปฐม

ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ CTBTO มิได้จำกัดอยู่เพียงการติดตั้งสถานีตรวจวัด หากแต่ครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การฝึกอบรม และความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงคณะผู้แทนถาวรไทย ณ กรุงเวียนนา กรมอุตุนิยมวิทยา กรมอุทกศาสตร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันดูแลการดำเนินงานของสถานีตรวจวัดการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมกิจกรรมของ CTBTO อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ (National Data Centre: NDC) ซึ่งดำเนินงานโดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อวิเคราะห์และใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้รับจาก IDC ของ CTBTO ทั้งเพื่อสนับสนุนการติดตามเหตุการณ์ทางธรณีฟิสิกส์ เสริมสร้างศักยภาพด้านการวิเคราะห์ข้อมูล และดำเนินพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้ CTBT
ประเทศไทยยังมีบทบาทในการเสริมสร้างศักยภาพของภูมิภาค โดยในปี 2566 ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพจัด
On-Site Inspection Regional Introductory Course-24 (RIC-24) ที่ จ. เชียงใหม่ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจาก
25 ประเทศ เพื่อพัฒนาความรู้ด้าน OSI ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบตรวจสอบภายใต้ CTBT
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ CTBTO Regional Workshop for South-East Asia and the Pacific ที่กรุงเทพมหานคร ในช่วงต้นปี 2570 ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ การเสริมสร้างศักยภาพ และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของประเทศในภูมิภาค
ประโยชน์ที่มากกว่าการตรวจจับการทดลองนิวเคลียร์
แม้ระบบ IMS จะได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนการตรวจสอบการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ แต่ข้อมูลจากระบบดังกล่าวกลับถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อมนุษยชาติในอีกหลายด้าน
ข้อมูลจากเครือข่าย IMS สามารถสนับสนุนการตรวจจับแผ่นดินไหวและการเตือนภัยสึนามิ รวมถึงการศึกษาภูเขาไฟ การวิจัยด้านมหาสมุทรและบรรยากาศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพายุมรสุม ตลอดจนการศึกษาสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร ซึ่งรวมถึงการค้นพบชนิดย่อย (sub-species) ของวาฬสายพันธุ์ใหม่
นอกจากนี้ ข้อมูลจากระบบยังช่วยเป็นหลักยืนยันทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นกลางและเชื่อถือได้ในการตรวจสอบข่าวลือหรือข่าวปลอมที่อาจสร้างความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น จึงอาจกล่าวได้ว่า ระบบที่สร้างขึ้นเพื่อเฝ้าระวังการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สร้างประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความปลอดภัยของผู้คนทั่วโลก และต่อการวิจัยและการใช้ประโยชน์ในด้านพลเรือนอีกหลากหลายด้าน
คนรุ่นใหม่กับอนาคตของโลกที่ปลอดการทดลองนิวเคลียร์
การสร้างโลกที่ปลอดจากการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ไม่ใช่ภารกิจที่จะสำเร็จได้ภายในคนรุ่นเดียว ด้วยเหตุนี้ CTBTO จึงให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ และได้จัดตั้ง CTBTO Youth Group (CYG) เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่จากทั่วโลกเข้ามามีส่วนร่วมในประเด็นด้านการลดอาวุธนิวเคลียร์ วิทยาศาสตร์ การทูต และการสร้างสันติภาพ CYG ทำหน้าที่สร้างความตระหนักรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่กับผู้กำหนดนโยบาย นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ความริเริ่มนี้สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างโลกที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นไม่ได้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงเยาวชนที่จะเป็นผู้สืบทอดและขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคต
30 ปี CTBT: ความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างประเทศ
ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา CTBT อาจไม่ใช่สนธิสัญญาที่คนทั่วไปได้ยินชื่อบ่อยนัก แต่ผลลัพธ์ของความร่วมมือนี้สามารถเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม โลกได้เปลี่ยนผ่านจากยุคที่การทดลองอาวุธนิวเคลียร์เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติสู่ยุคที่การทดลองดังกล่าวแทบไม่เกิดขึ้นอีก
ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากเกิดจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่องของนักการทูต ผู้กำหนดนโยบาย นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และประชาชนจากทั่วโลกที่ร่วมกันสร้างความเชื่อมั่น พัฒนาระบบตรวจสอบ และสร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศเพื่อให้โลกปลอดภัยยิ่งขึ้น
ในความพยายามดังกล่าว ประเทศไทย แม้จะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ก็มีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งผ่านการสนับสนุนระบบ IMS และ IDC การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การเป็นเจ้าภาพกิจกรรมระดับภูมิภาค การส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และการทูต ตลอดจนการสร้างความตระหนักรู้ในกลุ่มประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน
ล่าสุด ประเทศไทยได้จัดงานสัมมนา “30 Years of the CTBT in ASEAN: Past, Present, and Promise for the Future” เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปีของ CTBT เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ระหว่างการเยือนไทยของ ดร. Robert Floyd เลขาธิการบริหารของ CTBTO โดยมีนักเรียน นักศึกษา ประชาชน รวมถึงผู้แทนคณะทูตานุทูตเข้าร่วมกว่า 180 คน
ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของ CTBT มิใช่เพียงการป้องกันการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ครั้งต่อไป หากแต่คือการมีส่วนร่วมในการปกป้องชีวิตของผู้คน สิ่งแวดล้อม และอนาคตของคนรุ่นต่อไป
30 ปีของ CTBT จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของสนธิสัญญาฉบับหนึ่ง แต่เป็นเรื่องราวของความพยายามร่วมกันของประชาคมโลกในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม สร้างความเชื่อมั่น และลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติในวงกว้าง
จากโลกที่ครั้งหนึ่งการทดลงอาวุธนิวเคลียร์เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน สู่โลกที่การทดลองดังกล่าวแทบไม่เกิดขึ้นอีก ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายและเป็นรูปธรรมได้ และภารกิจในการสร้างโลกที่ปราศจากการทดลองนิวเคลียร์และปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับทุกคนยังคงเป็นภารกิจที่คนรุ่นปัจจุบันสามารถร่วมกันสานต่อและทำให้เกิดขึ้นได้

