ภารกิจสร้าง Long-term Legacy
ไทยกับโอกาสจากการเป็นเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank
ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ ไทยมีกำหนดการเป็นเจ้าภาพจัด การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings) ปี 2026 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญความผันผวนและความไม่แน่นอนอย่างยิ่งยวด การประชุมครั้งนี้จึงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ไทยสามารถแสดงบทบาทบนเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศอีกครั้ง
ในโอกาสนี้ มติชนได้พูดคุยกับ อ. ดร.ณัฐ ธารพานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีประสบการณ์ในการทำงานที่กระทรวงพาณิชย์ของไทย องค์การการค้าโลก (World Trade Organization) ที่นครเจนีวา และธนาคารโลก (World Bank) ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เพื่อวิเคราะห์และสะท้อนมุมมองทางวิชาการต่อโอกาสของไทยก่อนการประชุมดังกล่าว
การที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 สะท้อนสถานะของประเทศในเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างไร ซึ่งไทยก็เคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าวมาแล้วในปี 1991 ด้วย
การที่ IMF และ World Bank เลือกให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองเชิงบวกที่มี่ต่อประเทศอย่างแน่นอน เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่สามารถเข้ากับประเทศอื่นในโลกได้ มี integration power หรือความสามารถในการสร้างความเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันประเทศต่างๆ ในระดับที่สูงและอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ ไทยยังมี convening power หรือความสามารถในการดึงดูดและเชิญชวนต่างประเทศให้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งเมื่อไทยเป็นเจ้าภาพ หลายประเทศก็มีความสนใจที่จะเข้าร่วม ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลที่ IMF ระบุไว้บนเว็บไซต์ทางการของการประชุมฯ
การเป็นเจ้าภาพการประชุมนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงจุดแข็งของไทยในการรองรับแรงกระแทก (resilience) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญอย่างมากในบริบทเศรษฐกิจโลก รวมถึงพัฒนาการด้านสถาบัน กฎหมาย และกฎระเบียบของประเทศที่มีความเข้มแข็ง ประกอบกับความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโรงแรม ระบบการเดินทาง และมาตรการด้านความปลอดภัย ตลอดจนมีประสบการณ์ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมและกิจกรรมระดับนานาชาติที่สำคัญมาแล้ว เช่น การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเมื่อปี 2022 ซึ่งได้สะท้อนศักยภาพของไทยในการรองรับกิจกรรมและการประชุมขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในกระบวนการคัดเลือก ไทยต้องแข่งขันกับกาตาร์ในรอบสุดท้าย ซึ่งในด้านโครงสร้างพื้นฐานอาจถือว่ามีความพร้อมเหนือกว่าไทย ด้วยเหตุว่าเป็นประเทศที่ฐานะทางเศรษฐกิจสูง ทั้งยังมีประสบการณ์ในการจัดงานระดับโลกอย่างการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2022 อย่างไรก็ดี ไทยมีความโดดเด่นด้านอื่นๆ ที่ได้กล่าวไป ทำให้ในท้ายที่สุด IMF และ World Bank จึงตัดสินใจเลือกไทยเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 2 ที่ไทยได้รับโอกาสดังกล่าว
มองว่า ไทยควรใช้เวที IMF–World Bank ครั้งนี้ในการขายหรือสื่อสารจุดแข็งอะไรให้กับนานาชาติเพื่อดึงดูดการลงทุน
รัฐบาลประกาศว่า หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการผลักดันให้ไทยเป็นเจ้าภาพในปีนี้คือเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 15,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจะก่อให้เกิดการใช้จ่ายและสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน ทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และการท่องเที่ยว
จุดแข็งประการแรกที่ไทยควรนำเสนอคือในด้าน Soft Power โดยเฉพาะการท่องเที่ยว วัฒนธรรม ความมีน้ำใจไมตรีของคนไทย รวมถึงอาหารไทย ซึ่งล้วนแต่สามารถสร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงานและดึงดูดให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับสากลไม่ได้หมายความว่าจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเสมอไป หลายประเทศจัดการประชุมระดับโลก แต่กลับไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ของการประชุมที่จับต้องได้เลย การประชุมนั้นก็อาจจะถูกลืมไป หรือบางประเทศอาจประสบภาวะขาดทุนจากค่าใช้จ่ายในการจัดงาน อย่างเช่นกรณีของกรีซซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมโอลิมปิกที่กรุงเอเธนส์ ซึ่งมีการลงทุนก่อสร้างสนามกีฬา ก่อนจะเผชิญปัญหาเศรษฐกิจและภาระหนี้ในเวลาต่อมา ดังนั้น สิ่งสำคัญสำหรับไทยไม่ใช่เพียงแค่มุ่งเน้นไปที่การชูภาพลักษณ์และกระตุ้นเศรษฐกิจ ตลอดจนการท่องเที่ยวเท่านั้น เพราะเป็นเพียงแค่ผลประโยชน์ระยะสั้นและเกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียว และต้องยอมรับว่าไทยมีภาพลักษณ์ด้านนี้ที่ดีอยู่แล้ว ดังนั้นรัฐบาลควรแต่ต้องมีการวางยุทธศาสตร์เพื่อให้การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้สร้างผลประโยชน์ระยะยาวด้วย
ดังนั้น ในการดึงดูดการลงทุนและการสร้างผลประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว จุดขายสำคัญที่ไทยควรนำเสนอ คือ ศักยภาพในการทำหน้าที่เป็น Honest Broker หรือเป็นคนกลางที่ได้รับการยอมรับจากประเทศอื่นๆ และไทยควรใช้ความเป็นกลางดังกล่าวเพื่อสร้างประโยชน์แก่ประชาคมโลก โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้ประเทศที่มีความขัดแย้งหรือมีจุดยืนแตกต่างกันสามารถมานั่งอยู่บนโต๊ะเดียวกัน และพูดคุยร่วมกันได้
อีกหนึ่งจุดแข็งที่ไทยสามารถนำมาเป็นจุดขายได้คือ ภาคอุตสาหกรรมที่มีความเข้มแข็ง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่ารวมสูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากหลายประเทศที่มีต่อไทย ทั้งในด้านศักยภาพทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมสีเขียวและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ก็เป็นอีกประเด็นที่ควรมีการผลักดัน โดยไทยกำลังพยายามส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) แผงโซลาร์เซลล์ หรือเครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน ขณะที่ World Bank ประเมินไว้ด้วยว่า หากไทยสามารถพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมสีเขียวให้มีความเข้มแข็ง ก็จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือจีพีดีของประเทศขยายตัวได้อีกมาก
ภาคการเงินและโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินดิจิทัล ก็เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่ไทยควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะระบบ Digital Payment และ Cross-border QR Payment ซึ่งถือเป็นความสำเร็จระดับสูงของไทย หากไม่นับรวมการท่องเที่ยว ประเด็นนี้จึงควรได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง รวมถึงในด้านภาคบริการ หากไทยต้องการสร้างความแตกต่างจากประเทศอย่างเวียดนามหรืออินโดนีเซีย ไทยสามารถการยกระดับให้ประเทศเป็นศูนย์กลางภาคบริการของภูมิภาคเพื่อสร้างส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันด้วย
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไทยควรต้องใช้โอกาสในวาระการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ขับเคลื่อนผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม มากกว่าเพียงแค่ทำให้ประเทศที่เข้าร่วมรับทราบและรับฟัง เช่น การพัฒนาหลักการหรือมาตรฐานบางประการที่อาจเรียกได้ว่าเป็น Bangkok Initiative ที่ไทยริเริ่มและสามารถนำไปใช้ต่อในระดับสากลเช่น ข้อริเริ่มด้าน QR Payment ที่เป็นจุดแข็งของไทย เป็นต้น
การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมบทบาทของไทยในการแก้ไขภาวะเศรษฐกิจผันผวนของโลกอย่างไร อยากให้ไทยนำเสนอในด้านนี้อย่างไรบ้าง และคิดว่าไทยควรผลักดันประเด็นใดเข้าสู่วาระการประชุมเพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาที่โลก โดยเฉพาะในกลุ่มสมาชิกอาเซียนกำลังเผชิญ
สิ่งที่ไทยพยายามผลักดันเข้าสู่วาระการประชุม สอดรับกับบริบทและประเด็นความท้าทายสำคัญที่ประชาคมโลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน โดยการประชุมในครั้งนี้ได้รับการจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” และมีประเด็นย่อย 4 ด้านด้วยกัน
ประเด็นแรกคือ Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth หรือการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและมีความสามารถในการรอบรับแรงกระแทก ประเด็นที่สองคือ Fragmentation หรือภาวะความแตกแยกและการแบ่งขั้วของโลก
ประเด็นที่สามคือ Climate Change Adaptation หรือการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยครอบคลุมถึงการพัฒนาสถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อสนับสนุนการรับมือกับปัญหาโลกร้อนและประเด็นสุดท้ายคือ Demographic Change หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งล้วนแต่เป็นปัญหาที่มีความสำคัญในระดับโลกทั้งสิ้น โดยเฉพาะประเด็น Fragmented World ที่โลกกำลังเผชิญกับการแบ่งขั้วและความแตกต่างทางภูมิรัฐศาสตร์ในระดับที่สูงมาก
อีกหนึ่งเรื่องสำคัญคือการสร้างความยืดหยุ่นในการรับแรงกระแทกในโลกที่มีความแตกแยก ซึ่งถือเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหว ดังนั้น แน่นอนว่าไทยไม่ควรไปวิพากษ์วิจารณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสงครามอิหร่านหรือการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐกับจีน ทั้งนี้ สิ่งที่ไทยสามารถผลักดันได้คือ การส่งเสริมให้ประเทศกำลังพัฒนามีความสามารถในการปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจท่ามกลางความแตกแยกของเศรษฐกิจโลก โดยไทยสามารถเสนอแนวคิดเรื่อง Resilience through Openness หรือการเสริมสร้างขีดความสามารถในการรองรับแรงกระแทกผ่านการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ การกระจายความเสี่ยงและการสร้างความหลากหลายทางการค้า แทนที่จะใช้มาตรการกีดกัน
อีกทั้ง ไทยสามารถใช้เวทีดังกล่าวในการเป็นเสียงสะท้อนของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economies) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเป็นประเทศที่พึ่งพาการค้า ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญกับต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงข้อจำกัดด้านการส่งออกด้วย
นอกจากนั้น ไทยสามารถหยิบยกประเด็นความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก (Global Imbalance) โดยยึดมุมมองของผลประโยชน์ร่วมของประชาคมโลก และวางจุดยืนอย่างระมัดระวังโดยไม่ควรกล่าวถึงปัญหาในลักษณะที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ประเทศใดประเทศหนึ่งโดยตรง แต่เน้นว่าการแก้ไขความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องอาศัยการปรับตัวและความร่วมมือจากทุกฝ่าย
หากเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูงในช่วงที่จัดประชุม ไทยในฐานะเจ้าภาพจะต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจอย่างไร
ความไม่แน่นอนในปัจจุบันถือเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน สงครามการค้าระหว่างสหรัฐจีน หรือสงครามรัสเซีย–ยูเครน ซึ่งยังคงมีความละเอียดอ่อน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นภายในกรอบการดำเนินงานของ IMF ที่มีความอ่อนไหวมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรโควตา สิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรของ IMF และสัดส่วนอำนาจในการออกเสียงของแต่ละประเทศ โดยสหรัฐเป็นประเทศที่มีอำนาจ veto ได้เพียงประเทศเดียว ขณะที่ญี่ปุ่นยังมีสัดส่วนโควตาและอำนาจในการออกเสียงมากกว่าจีน ซึ่งจีนก็ย้ำว่าควรมีการปรับเปลี่ยนในส่วนนี้ให้ได้เร็วที่สุด
อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการดำเนินงานของ IMF และ World Bank คือปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศกำลังพัฒนา แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง แต่เป็นเรื่องที่มีผลต่อเสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศ โดยประเทศเหล่านี้มีความจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งอาจครอบคลุมทั้งการลดอัตราดอกเบี้ย การขยายระยะเวลาชำระหนี้ หรือการลดมูลค่าหนี้บางส่วน อย่างไรก็ตาม การแบ่งภาระความสูญเสียระหว่างเจ้าหนี้แต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นประเทศเจ้าหนี้ เจ้าหนี้ภาคเอกชน รวมถึงสถาบันการเงินระหว่างประเทศอย่าง IMF และ World Bank ว่าแต่ละฝ่ายควรรับภาระมากน้อยเพียงใด เป็นประเด็นถกเถียงสำคัญ
ดังนั้น การประชุมในครั้งนี้ ไทยต้องไปเรียนรู้บทเรียนจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา โดยทั่วไป เมื่อสิ้นสุดการประชุมระดับนี้ จะต้องมีออกแถลงการณ์ร่วม (Communiqué) ที่แสดงจุดยืนร่วมของประเทศผู้เข้าร่วม(Communiqué) ที่แสดงจุดยืนร่วมของประเทศผู้เข้าร่วมประชุม ทว่า หากย้อนไปดูตั้งแต่ปี 2022 จัดการประชุมสภาผู้ว่าการฯ ไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้เลย เนื่องด้วยความขัดแย้งที่ได้กล่าวมาที่ทำให้การประชุมไม่สามารถหาจุดร่วมได้ ต่อให้หลายประเทศจะเห็นด้วยในหลายๆ ประเด็นแต่ก็ไม่มีผลในเชิงสัญลักษณ์ออกมา
คำถามคือไทยจะแก้ไขผลักดันให้ประเทศสมาชิกออกแถลงการร่วมได้หรือไม่ ทั้งนี้ ไทยสามารถใช้จุดแข็งของตนในการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมหรือ Bridge Builder ซึ่งไทยเคยแสดงให้เห็นมาแล้ว ตลอดจนการเป็น Broker ไปจนถึงการเป็นเสียงของประเทศอำนาจระดับกลางให้สามารถพูดคุยและแสวงหาจุดร่วมกันได้
อีกเรื่องหนึ่งที่มีความอ่อนไหวและเกี่ยวข้องโดยตรงกับหัวข้อที่ไทยแสนอไปด้วยคือเรื่อง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยไทยมีแนวคิดในการจัดทำสถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (New Financial Architecture for Climate Adaptation) อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐ ได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ IMF และ World Bank อย่างถึงพริกถึงขิง โดยมีประเด็นสำคัญคือเรื่อง mission creep หรือการที่สถาบันทั้งสอง โดยเฉพาะ IMF ได้ขยายบทบาทเข้าไปดำเนินงานในเรื่องที่อาจอยู่นอกเหนือจากพันธกิจหลักของตน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ
ด้วยเหตุนี้ หากไทยต้องการผลักดันเรื่องดังกล่าว ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นการประชุมย่อยก็อาจจะต้องเผชิญกับแรงต้านจากประเทศสมาชิก โดยเฉพาะสหรัฐ อย่างไรก็ตาม การที่ไทยเสนอเน้นไปที่ climate adaptation หรือการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มากกว่าการ mitigation หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็อาจจะช่วยลดความอ่อนไหวของประเด็นนี้ลงได้
มองว่า IMF–World Bank 2026 จะเป็นเพียงเวทีที่นานาชาติมาประชุมในไทย หรือสามารถเป็น “จุดเปลี่ยน” ในการวางตำแหน่งประเทศไทยในเศรษฐกิจโลกได้หรือไม่
ประโยชน์จากการเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้มีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้น ไทยจะได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว การบริโภคและการใช้จ่ายภายในประเทศ รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อาจช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กระนั้นก็ดี ผลประโยชน์ในระยะสั้นเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญกว่าคือการทำอย่างไรให้การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้สร้างความจดจำและทิ้ง Legacy ให้กับประเทศไทยในระยะยาว
การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะสามารถสร้าง footprint ในระดับโลก ทั้งในมิติทางการทูต บทบาทของสถาบันระหว่างประเทศ ตลอดจนประเด็นด้านกฎหมายและธรรมาภิบาลโลก เพื่อแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้มีจุดแข็งเพียงในฐานะแหล่งท่องเที่ยว มีแรงงานต้นทุนต่ำ หรือมีอาหารที่ได้รับความนิยม แต่ยังสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดวาระและสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกได้
ในระยะยาว ไทยสามารถผลักดันแนวคิดเรื่องการสร้าง resilience ผ่านการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและการกระจายความเสี่ยง รวมถึงเสนอให้การรับมือกับผลกระทบที่ส่งผ่านระหว่างประเทศและความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของประชาคมโลก
ขณะเดียวกัน ยังมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศกำลังพัฒนาซึ่งไทยสามารถนำเสนอได้ เช่น การสร้างความมั่นคงด้านการค้าสินค้าจำเป็นในภาวะวิกฤต โดยควรมีกติกาหรือข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ เพื่อให้สินค้าจำเป็นยังสามารถเคลื่อนย้ายและค้าขายข้ามพรมแดนได้ในช่วงที่เกิดวิกฤต เพราะประเทศกำลังพัฒนามักได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดทางการค้าในลักษณะนี้รุนแรงกว่าประเทศเศรษฐกิจใหญ่ รวมทั้งข้อเสนอด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การเงินดิจิทัล และระบบการชำระเงินผ่าน QR Payment ซึ่งไทยสามารถเป็น success case สำหรับประเทศต่าง ๆ ได้
ทั้งนี้ หากแม้ที่ประชุมจะไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้ หรือแม้ประเด็นเหล่านี้ไม่สามารถถูกบรรจุอยู่ใน Joint Communiqué ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถสร้างผลลัพธ์จากการประชุมได้เลย หากไทยสามารถผลักดันให้เกิดการยอมรับหรือการรับรองในระดับการประชุมสภาผู้ว่าการ เช่น การประกาศในลักษณะ “We endorse” หรือ “We accept the Bangkok Initiative…” ก็ถือเป็นผลสำเร็จที่มีนัยสำคัญ
ดังนั้น ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ของการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม รายได้จากการจัดงาน หรือผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ควรพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาวด้วย เช่น การที่ IMF และ World Bank มีการดำเนินการตามหลักการหรือข้อริเริ่มที่ไทยเสนอ หรือจำนวนประเทศที่เห็นชอบกับหลักการหรือข้อริเริ่มที่ไทยเสนอ เป็นต้น
รัฐบาลจึงควรพิจารณาใช้ช่วงเวลาที่เหลือก่อนการประชุมในการเตรียมการเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการจัดหารือกับประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน (Like-Minded Countries) ล่วงหน้า เพื่อสร้างแนวร่วมและขยายการสนับสนุนต่อข้อริเริ่มของไทย หากสามารถทำให้ข้อเสนอเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนและมีการดำเนินการต่อเนื่องหลังการประชุม (Long-term Impact) ก็จะช่วยให้การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ไม่ได้จบลงเพียงการสร้างรายได้หรือกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่สามารถสร้าง Long-term Legacy ให้กับไทยได้
และหากทำสำเร็จ ไทยจะถูกจำในฐานะประเทศที่เป็น Honest broker ที่นอกจากจะเป็นกลางแล้ว ยังสามารถประสานผลประโยชน์ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกอย่างลงตัว รวมทั้งสามารถสร้างข้อเสนอและข้อริเริ่มที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากประเทศต่าง ๆ ให้กับไทยได้อย่างมหาศาลในระยะยาว


