หน้าแรก ต่างประเทศ ผู้พิพากษาขวา...

ผู้พิพากษาขวางทรัมป์ เลิกวีซ่า-เนรเทศ นศ.หนุนปาเลสไตน์ ชี้ละเมิด รธน.

30.08.26 | 13:23 น.
REUTERS

ผู้พิพากษาขวางทรัมป์ เลิกวีซ่า-เนรเทศ นศ.หนุนปาเลสไตน์ ชี้ละเมิด รธน.

ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางสหรัฐมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ว่า กฎหมายที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้ในการยกเลิกวีซ่าและเริ่มกระบวนการเนรเทศนักศึกษาต่างชาติ โดยพิจารณาจากการเคลื่อนไหวสนับสนุนปาเลสไตน์และการวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐ


คดีนี้เกิดจากการฟ้องร้องของหนังสือพิมพ์นักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งระบุว่า นักศึกษาที่ถือวีซ่านักศึกษาบางคนต้องเซ็นเซอร์ตัวเองและหลีกเลี่ยงการรายงานข่าวเกี่ยวกับการประท้วงของนักศึกษาสนับสนุนปาเลสไตน์ รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากนโยบายของรัฐบาล

โนเอล ไวส์ ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐในซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของพรรคเดโมแครต มีคำวินิจฉัยที่รุนแรงตำหนิกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ เกี่ยวกับวิธีที่หน่วยงานทั้งสองนำบทบัญญัติของกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางมาใช้ เพื่อมุ่งเป้าเนรเทศผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐเพียงเพราะแสดงความคิดเห็นที่รัฐบาลต้องการปิดกั้น

ผู้พิพากษาไวส์ระบุว่า ในสหรัฐ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งรวมถึงเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและผู้นำประเทศ ถือเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของระบอบประชาธิปไตยของประเทศ

Advertisement

“ความแข็งแกร่งดังกล่าวย่อมลดลง เมื่อสมาชิกในสังคมของเรา ไม่ว่าจะเป็นพลเมืองหรือผู้ที่ไม่ใช่พลเมือง ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองและประพฤติตัวให้เหมาะสม มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการตอบโต้จากรัฐบาล” ผู้พิพากษาระบุในคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของไวส์มุ่งพิจารณาการดำเนินการของรัฐบาลทรัมป์ที่เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2025 ซึ่งเริ่มเพิกถอนวีซ่าและควบคุมตัวผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐ ซึ่งเข้าร่วมเคลื่อนไหวสนับสนุนปาเลสไตน์ในมหาวิทยาลัย โดยเริ่มจากการจับกุมมาห์มูด คาลิล บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งขณะนี้กำลังต่อสู้เพื่อไม่ให้ตนเองถูกเนรเทศออกจากสหรัฐ

การจับกุมดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำคัญของคดีความที่ The Stanford Daily หนังสือพิมพ์นักศึกษาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ยื่นฟ้องในเดือนสิงหาคม 2025 โดยกล่าวหาว่า นักเขียนบางคนของหนังสือพิมพ์ที่มีวีซ่านักศึกษาได้หลีกเลี่ยงหรืองดเว้นการรายงานข่าวเกี่ยวกับการประท้วงของนักศึกษาที่สนับสนุนปาเลสไตน์ รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากนโยบายของรัฐบาล

ทนายความของหนังสือพิมพ์โต้แย้งว่า บทบัญญัติ 2 ข้อของกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติ ซึ่งรัฐบาลนำมาใช้เป็นเหตุผลในการยกเลิกวีซ่านักศึกษาและเริ่มกระบวนการเนรเทศนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐ โดยเฉพาะบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 1 และครั้งที่ 5 เมื่อกฎหมายดังกล่าวถูกนำมาใช้กับการแสดงความเห็นที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

บทบัญญัติดังกล่าวเปิดทางให้มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ สามารถเนรเทศผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐได้ หากเขาเป็นพิจารณาด้วยตนเองว่าการกระทำของบุคคลนั้น “กระทบต่อผลประโยชน์ด้านนโยบายต่างประเทศที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง” และยังให้อำนาจเขาเพิกถอนวีซ่าของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ตามดุลพินิจของเขา

ผู้พิพากษาไวส์เห็นพ้องกับข้อโต้แย้งของหนังสือพิมพ์โดยระบุว่า เมื่อการแสดงความคิดเห็นของผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐ เป็นเหตุผลที่นำไปสู่การเพิกถอนวีซ่าและการตัดสินใจดำเนินกระบวนการเนรเทศ รัฐบาลกำลังเลือกปฏิบัติต่อการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวโดยเฉพาะเจาะจง เพียงเพราะจุดยืนหรือเนื้อหาของความคิดเห็นนั้นๆ

คอนเนอร์ ฟิตซ์แพทริก ซึ่งมูลนิธิเพื่อสิทธิส่วนบุคคลและการแสดงออกของเขา เป็นตัวแทนกฎหมายให้แก่หนังสือพิมพ์นักศึกษา กล่าวในแถลงการณ์ว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็นว่า เสรีภาพในการแสดงความเห็นไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็นสิทธิที่ไม่อาจละเมิดได้ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง หรือเด็ก

ในคำวินิจฉัยนี้ ผู้พิพากษาไวส์ยังแสดงความกังวลว่า ฝ่ายบริหารได้หันไปกำหนดเป้าหมายต่อผู้คน สำหรับการแสดงความคิดเห็นประเภทอื่นที่รัฐบาลไม่ชอบ และในที่สุดเป้าหมายอาจรวมถึงทุกคนในสหรัฐที่ใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็น เพื่อแสดงความคิดเห็นที่รัฐบาลไม่ชอบ

“วงจรที่เลวร้ายลงนี้ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญของเราที่รับรองสิทธิของเราในการพูดอย่างเสรี ที่นี่คุณสามารถเกลียดชังเนื้อหาของคำพูดของบุคคลหนึ่งได้ ในเวลาเดียวกับที่คุณรักประเทศที่ให้คุณค่ากับเสรีภาพ และเปิดโอกาสให้บุคคลนั้นสามารถแสดงความคิดเห็นได้” ผู้พิพากษาไวส์ระบุ

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิยังไม่ได้ตอบคำขอความเห็นในทันที

คำวินิจฉัยครั้งนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับคำตัดสินเมื่อปีที่แล้วของผู้พิพากษาวิลเลียม ยัง ของศาลแขวงสหรัฐประจำเมืองบอสตัน ซึ่งมีคำวินิจฉัยในทำนองเดียวกันว่า รัฐบาลดำเนินการขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วยการกำหนดนโยบายเพิกถอนวีซ่า จับกุม ควบคุมตัว และเนรเทศนักศึกษาและอาจารย์ชาวต่างชาติที่เคลื่อนไหวสนับสนุนปาเลสไตน์