หน้าแรก ต่างประเทศ ทูตไทย-เขมร ป...

ทูตไทย-เขมร ประจำยูเอ็น ปะทะคารมเรื่องข้อพิพาทชายแดน ในการประชุมที่เจนีวา

10.09.26 | 15:06 น.
phnompenhpost

ทูตไทย-เขมร ประจำยูเอ็น ปะทะคารมเรื่องข้อพิพาทชายแดน ในการประชุมที่เจนีวา

เมื่อวันที่ 9 กันยายน พนมเปญโพสต์ รายงานว่า เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ของไทย และกัมพูชา เกิดการโต้แย้งกันเกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนกัน ในการประชุมเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา โดยทูตจากทั้งสองฝ่าย ต่างกล่าวหากันและกันว่า ไม่เคารพข้อตกลงหยุดยิงในปัจจุบัน และพยายามทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น


ข่าวระบุว่า หลังจากที่นายเก โสวันน์ เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ได้กล่าวต่อที่ประชุมอภิปรายทั่วไป เกี่ยวกับรายงานประจำปีของข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน นางสาวอุศนา พีรานนท์ เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทย ประจำสหประชาชาติ ได้กล่าวต่อโต้นายเก โดยประกาศว่า ประเทศไทยไม่ได้อ้างสิทธิเหนือดินแดนใดๆ

นางสาวอุศนา กล่าวว่า กัมพูชาได้แพร่กระจายเรื่องเล่าที่ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง ทั้งๆที่การหยุดยิงยังคงดำเนินอยู่ โดยนางสาวอุศนาได้เตือนว่า การกระทำของกัมพูชา เป็นการยกระดับความตึงเครียด และยังได้กล่าวหากัมพูชาว่า เป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน

อย่างไรก็ตาม พนมเปญโพสต์รายงานว่า คำแถลงของนางสาวอุศนา ดูเหมือนจะขัดแย้งกับสถานการณ์ในพื้นที่ ซึ่งกระทรวงต่างประเทศกัมพูชาได้ยื่นหนังสือคัดค้านอย่างเป็นทางการหลายสิบครั้ง ต่อสิ่งที่เรียกว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายของกองทัพไทยในพื้นที่ครอบครอง

Advertisement

พร้อมระบุว่า การกล่าวหาของนางสาวอุศนา ที่ว่า กัมพูชาเปิดฉากยิงก่อนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ดูจะขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ว่า ประเทศไทยได้ประกาศใช้แผน “จักรพงษ์ภูวนาถ” เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2025 ตามที่มีรายงานอย่างแพร่หลายโดยสื่อมวลชนไทย การกล่าวหาดังกล่าว ทำให้นายโสวันน์ ต้องออกมาชี้แจงเป็นครั้งที่ 2 ระหว่างการประชุม

โดยนายโสวันน์ กล่าวว่า กัมพูชาขอปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทยที่มีต่อกัมพูชา เกี่ยวกับประเด็นดินแดน และผู้พลัดถิ่น กัมพูชายืนยันว่า การอ้างสิทธิฝ่ายเดียวของไทยไม่สามารถใช้แทนการตรวจสอบที่เป็นกลางได้

พร้อมกับย้ำว่า กัมพูชาและไทย ต่างยอมรับเขตแดนระหว่างประเทศ ซึ่งได้รับการกำหนดไว้อย่างชัดเจน ภายใต้อนุสัญญาปี ค.ศ.1904 และสนธิสัญญาปี 1907 ระหว่างฝรั่งเศสและสยาม พร้อมด้วยแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ที่จัดทำโดยคณะกรรมาธิการเขตแดน และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ที่ใช้เป็นหลักในการพิจารณาคดีเมื่อปี 1962 และอีกครั้งในปี 2013 ในคดีปราสาทพระวิหาร

นายโสวันน์ กล่าวเสริมว่า พื้นฐานทางกฎหมายของเขตแดนไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่สามารถถูกแทนที่ด้วยแผนที่ฝ่ายเดียวของไทย หรือถูกเปลี่ยนแปลงโดยการใช้กำลัง หรือการสร้างสถานการณ์ให้เป็นผลสำเร็จแล้วได้ พร้อมย้ำว่า ประเด็นการสำรวจและปักปันเขตแดนที่เหลือนั้น จะต้องแก้ไขผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ที่ได้ตกลงกันไว้ ตามสนธิสัญญาและข้อตกลงที่มีอยู่

นายโสวันน์ กล่าวอีกว่า “กัมพูชาขอประท้วงอย่างรุนแรงต่อการรุกล้ำทีละน้อยของทหารไทย ผ่านการใช้ลวดหนามและตู้คอนเทนเนอร์ที่นำมาเป็นสิ่งกีดขวาง รวมถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและพลเรือน การกระทำแบบกลืนกินทีละนิดเช่นนี้ ไม่สามารถสร้างอธิปไตยได้ จุดยืนหลักของเราชัดเจน เขตแดนระหว่างประเทศไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือกำหนดได้ด้วยการใช้กำลัง หรือผ่านการสร้างสถานการณ์ให้เป็นผลสำเร็จแล้ว

นายโสวันน์ กล่าวว่า ชาวกัมพูชาที่เคยอยู่อย่างสงบในชุมชนของตนภายในดินแดนกัมพูชา จำเป็นต้องหลบหนีระหว่างการโจมตีโดยกองทัพไทย ในช่วงการสู้รบเมื่อปีที่แล้ว โดยมีพลเรือนกว่า 20,000 คนที่ยังคงไม่สามารถกลับบ้านได้

“ขนาดและผลกระทบทางมนุษยธรรมจากการพลัดถิ่นนี้ สะท้อนให้เห็นในรายงานด้านมนุษยธรรมของยูเอ็น การลงพื้นที่สำรวจของผู้รายงานพิเศษยูเอ็น และการประเมินของภาคประชาสังคม” นายโสวันน์ กล่าว และยังได้เรียกร้องให้ประเทศไทย ปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2025 ตามที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้ อย่างเต็มที่ มีประสิทธิภาพ และด้วยความสุจริตใจ ในทุกๆส่วน และร่วมมือกัน เพื่อมุ่งไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืน