เปิดถ้อยแถลงเต็ม ‘ปรัก สุคน’ เปิดประนอม UNCLOS เผยเป้าหมาย กำหนดเขตแดนทางทะเลเส้นเดียว พร้อมบรรลุดีลชั่วคราว พัฒนาทรัพยากรร่วม
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม เวลา 8.00 น. ตามเวลาไทย นายปรัก สุคน รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นหัวหน้าผู้แทน (Agent) ของฝ่ายกัมพูชาในการดำเนินการประนอมภาคบังคับ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) กล่าวถ้อยแถลงเปิดการประชุมครั้งแรกของกระบวนการดังกล่าว ว่า กัมพูชารู้สึกยินดีต่อท่านประธานและคณะกรรมาธิการประนอมทุกท่านที่ได้ตกลงมาเป็นคณะกรรมาธิการให้กัมพูชาและไทย ประสบการณ์ที่ทุกท่านนำมาสู่การประนอมในครั้งนี้ ขอขอบคุณศาลประจำอนุญาโตตุลาการ หรือ PCA ขอขอบคุณรัฐบาลไทยและผู้เข้าร่วมทั้งหมดที่มาเข้าร่วมในวันนี้
นายปรัก สุคนกล่าวว่า ขอกล่าวสั้นๆ เกี่ยวกับประเทศที่ตนได้รับเกียรติมาเป็นผู้แทนในวันนี้ และขออธิบายว่า ทำไมกัมพูชาถึงริเริ่มกระบวนการประนอม โดยกัมพูชามีประวัติศาสตร์อันน่าภูมิใจ แต่มีความท้าทายอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาอาณาจักรเขมร ซึ่งมาจากศตวรรษที่ 9 เป็นหนึ่งในราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของตะวันออกเฉียงใต้ และสะท้อนในอังกอร์วัด และวัดต่างๆ ซึ่งทะเบียนในรายชื่อของ UNESCO และมีวัฒนธรรมของการแสดง การต่อสู้และวัฒนธรรมอื่นๆ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของ UNESCO
กัมพูชาเป็นประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศสในปี 1863 และเขตอาณาของกัมพูชานั้นได้มีการจัดตั้งภายใต้หลายสนธิสัญญา โดยเฉพาะสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม 1907 และแผนที่ที่เกี่ยวข้องกับสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ซึ่งกำหนดเหตุการณ์ทางบกกับประเทศไทย ภายหลังจากการที่ได้รับเป็นอิสรภาพจากฝรั่งเศสในปี 1953 กัมพูชาได้มีสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ ก็เกิดความขัดแย้งในภูมิภาคในทศวรรษ 60 และ 70 ซึ่งกัมพูชาได้รับการโจมตีทางอากาศตั้งแต่ปี 1975 ถึง 1979 ระบอบเขมรแดงได้สร้างความเสียหาย ฆ่าผู้คนประมาณ 1 ใน 4 ของกัมพูชา ได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนสังคมกัมพูชาด้วย
นายปรัก สุคนกล่าวว่า กัมพูชาได้ฟื้นฟูประเทศอย่างเข้มแข็งภายหลังจากสนธิสัญญาสันติภาพปารีส 1991 และการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพของสหประชาชาติ การออกมาจากสถานการณ์นี้ในฐานะหนึ่งในประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดในโลก กัมพูชามีภารกิจที่ท้าทายในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสถาบันต่างๆ และสังคมของกัมพูชา โดยมีไม่กี่ประเทศที่เข้าใจความสำคัญของสันติภาพไปมากกว่ากัมพูชา และความสูญเสียทางด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจจากความขัดแย้ง
และกล่าวว่า ภายใต้ประวัติศาสตร์นี้นั้น กัมพูชามีความมุ่งมั่นที่จะระงับข้อพิพาททางเขตแดนทางทะเลโดยสันติวิธี และภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ตั้งแต่กลางทศวรรษ 90 กัมพูชามีความมุ่งมั่นที่จะกำหนดเขตแดนทางทะเลกับไทย โดยจะนำไปสู่การเข้าสู่การใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเป็นแรงผลักดันให้แก่การเติบโตเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ดังนั้น กัมพูชาและไทยได้ริเริ่มการหารือเมื่อเดือนเมษายนปี 1995 เกี่ยวกับเขตแดนทางทะเล
พร้อมกล่าวว่า เมื่อปี 2001 นั้น ทั้งสองประเทศได้ตกลง MOU เกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปซับซ้อนระหว่างสองประเทศของเรา MOU ระหว่างสองประเทศนั้นสะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะมีข้อตกลงเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลและการพัฒนาทรัพยากรสำหรับผลประโยชน์ร่วมกัน อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีความพยายามในการเจรจาระงับข้อพิพาท กัมพูชาและไทยไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในเรื่องการกำหนดเขตแดนทางทะเล การพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน และทรัพยากรที่อยู่ในพื้นที่ก็ยังไม่มีการใช้ประโยชน์
นายปรัก สุคนกล่าวว่า ในห้วงที่โลกกำลังเผชิญกับการชะงักด้านพลังงาน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะสามารถใช้ประโยชน์จากการพัฒนาทรัพยากรเหล่านี้ร่วมกัน เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ไทยประกาศการยกเลิก MOU ฉบับข้างต้น ฝ่ายเดียว แม้ว่ากัมพูชาได้เรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้ดำเนินการตาม MOU ดังกล่าว ภายใต้สถานการณ์นี้ รัฐบาลกัมพูชาได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนต่อแนวทางที่เป็นสันติวิธี ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และโดยที่มีพันธกรณีต่อหลักนิติธรรมและการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี กัมพูชาเลือกที่จะริเริ่มกระบวนการประนอมภายใต้อนุสัญญา UNCLOS
และกล่าวว่า ในขณะนี้ กัมพูชาได้ริเริ่มกระบวนการเหล่านี้ นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนตได้กล่าวถ้อยแถลงพิเศษว่า ไทยและกัมพูชาสามารถหาประโยชน์ได้จากการมีข้อตกลงที่ยั่งยืน ซึ่งจะมีการสนับสนุนโดยคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีเป็นผลประโยชน์ระหว่างสองประเทศ โดยจะช่วยส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ปกป้องอธิปไตย สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ รวมถึงปลดล็อคทรัพยากรด้านพลังงาน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและสร้างโอกาสด้านการสร้างงานทั้งตอนนี้และสำหรับคนรุ่นต่อไปของกัมพูชาและไทย
พร้อมกล่าวอีกว่า กัมพูชาดำเนินการเช่นนี้เพื่อหาวิธีเดินหน้าร่วมกันภายใต้กฎระหว่างประเทศที่เป็นสันติวิธี กัมพูชาเห็นกระบวนการประนอมว่าเป็นวิธีที่สร้างความไว้เนื้อเชื้อใจ ไม่ใช่เป็นการสร้างสถานการณ์เพิ่มเติม กัมพูชาหวังว่า ไทยจะมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในกระบวนการนี้ และควบคู่กันไปด้วย กัมพูชาจะพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี ดำเนินการตามกลไกและข้อตกลงทวิภาคีที่มีร่วมกันทั้งหมด โดยเฉพาะแถลงการณ์ร่วมเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ที่ถูกผลัดถิ่นกว่า 20,000 คน กลับคืนสู่พื้นที่การปกป้องพื้นที่วัฒนธรรม ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบและการกลับคืน ฟื้นฟูความสัมพันธ์มาสู่ภาวะปกติ รวมทั้งจะช่วยลดความตึงเครียดและสร้างความไว้เนื้อเชื้อใจซึ่งกันและกัน
นายปรัก สุคนกล่าวว่า การฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างกัมพูชาและไทยจะเป็นประโยชน์ไม่ใช่เพียงแก่ประชาชนของสองประเทศ แต่สำหรับประชาคมอาเซียนโดยรวม ในการประนอมครั้งนี้ กัมพูชามีเป้าหมายหลักคือ การระงับข้อพิพาท ที่เป็นประโยชน์ของประชาชนของสองประเทศ และส่งเสริมสันติภาพ ความร่วมมือและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค กัมพูชาหวังว่า คณะกรรมาธิการจะสนับสนุนให้ทั้งสองประเทศสามารถบรรลุสนธิสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศในการกำหนดเขตเขตแดนทางทะเลเพียงเส้นเดียวระหว่างสองประเทศ
และกล่าวว่า ขณะเดียวกัน กัมพูชาก็เตรียมพร้อมที่จะบรรลุข้อตกลงเพื่อพัฒนาทรัพยากรชั่วคราวอย่างเท่าเทียมกัน โดยที่ยังไม่มีความตกลงด้านเขตแดน หากไม่มีการระงับข้อพิพาทหรือความข้อตกลงในทั้งสองประเด็นนั้น กัมพูชาจะขอให้คณะกรรมาธิการประนอมจัดเตรียมรายงานข้อเสนอแนะให้ทั้งสองฝ่าย โดยอยู่บนพื้นฐานที่ว่าความตกลงในอนาคตจะสามารถบรรลุได้ภายใต้พันธกรณีของทั้งสองประเทศ และภายใต้ UNCLOS
นายปรัก สุคนกล่าวว่า การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีนั้นเป็นพื้นฐานของประวัติศาสตร์ของกัมพูชาในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ สะท้อนความความมั่นใจและความเชื่อมั่นของกัมพูชาต่อสถาบันระหว่างประเทศ ในฐานะแนวทางการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติวิธี ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ โดยประสบการณ์ของกัมพูชาทำให้เห็นว่า ประเด็นที่สำคัญที่สุดของประเทศสามารถระงับได้โดยสันติวิธีและภายใต้กลไกพหุภาคี โดยไม่ต้องใช้กำลังมาแก้ไขปัญหา และโครงสร้างระหว่างประเทศนั้นสามารถสร้างพื้นฐานที่มีเสถียรภาพให้ประเทศเพื่อนบ้านสามารถบริหารจัดการความแตกต่างกันได้ ซึ่งความมุ่งมั่นนี้เป็นแนวทางที่กัมพูชาใช้ในการบริหารความสัมพันธ์กับไทย
นายปรัก สุคนกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและไทยได้ผ่านช่วงที่ท้าทายมา และกัมพูชาหวังว่าคณะกรรมาธิการประนอมจะช่วยทำให้สองประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง และฟื้นฟูความสัมพันธ์เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน กัมพูชารู้สึกดีใจที่ได้เห็นผลการประนอมพื้นที่อ้างสิทธิระหว่างติมอร์เลสเตและออสเตรเลียในทะเลติมอร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การประนอมภายใต้ UNCLOS สามารถนำไปสู่การระงับข้อพิพาทที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างรัฐภาคี และนำไปสู่สนธิสัญญา
และกล่าวว่า กัมพูชามีความมั่นใจว่าคณะกรรมาธิการประนอม ซึ่งมีความเชี่ยวชาญอย่างมาก จะสามารถช่วยให้กัมพูชาและไทยนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งจะมาไปสู่สันติภาพ เสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค

