สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า กาตาร์ยืนยันเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนว่า ได้รับข้อเรียกร้อง 13 ข้อจากกลุ่มประเทศที่คว่ำบาตรทางการทูตต่อตนเองอันประกอบไปด้วย ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) บาห์เรนและอียิปต์แล้ว
ข้อเรียกร้องดังกล่าวที่รวมถึงการปิดสำนักงานของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมอัลจาซีรา รวมถึงสำนักงานของสื่อที่เป็นเครือข่ายสาขาย่อยภาคภาษาอังกฤษทั้งหมด เป็นสิ่งที่ทั้ง 4 ประเทศ ต้องการให้กาตาร์ปฏิบัติตามเพื่อยุติวิกฤตทางการทูตในอ่าวเปร์เซียครั้งรุนแรงที่สุด ซึ่งดำเนินมาเป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์แล้ว โดยทั้งหมดเตือนกาตาร์ว่าจะต้องเผชิญกับการถูกโดดเดี่ยว หากไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องเหล่านี้อย่างจริงจัง
ในช่วงเวลาที่วิกฤตเริ่มถลำลึกและองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้เสนอตัวเข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการทูตครั้งนี้ กระทรวงต่างประเทศกาตาร์แถลงว่า ได้รับบัญชีรายการข้อเรียกร้อง 13 ข้อ ดังกล่าวแล้ว
“รัฐบาลกาตาร์กำลังศึกษาเอกสารดังกล่าวโดยพิจารณาถึงพื้นฐานของข้อเรียกร้องที่ระบุไว้ในที่นี้ เพื่อเตรียมการตอบสนองที่เหมาะสม” แถลงการณ์ระบุ
โดยนอกจากการปิดอัลจาซีราที่เป็นสาเหตุของความตึงเครียดระหว่างกาตาร์และประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียมายาวนานจากการที่ถูกกล่าวหาแล้ว ยังมีข้อเรียกร้องอีกมากมายหลายประการทั้งให้กาตาร์ประกาศตัดความสัมพันธ์กับองค์กรต่างๆ ที่ถือเป็นกลุ่มลัทธิ นิกายทางศาสนาและกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งรวมถึงกลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮู้ด กองกำลังรัฐอิสลามหรือไอเอส อัลเคด้า เฮซบอลเลาะห์ และจาบัต ฟาเตห์ อัลชาม หรืออดีตเครือข่ายสาขาของอัลเคด้าในซีเรียที่รู้จักกันในชื่อแนวร่วมอัลนุสรา
นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้กาตาร์ส่งตัวฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่ทั้ง 4 ชาติต้องการตัว ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน และปิดฐานทัพของตุรกีในกาตาร์
อัลจาซีรา หนึ่งในสำนักข่าวที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกประณามข้อเรียกร้องดังกล่าวว่าเป็นความพยายามที่จะปิดกั้นการแสดงออกอย่างเสรีในภูมิภาคและลิดรอนสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
ในกาตาร์ แฮชแท็ก “ปฏิเสธข้อเรียกร้อง” เป็นภาษาอารบิก ติดอันดับเทรนด์ฮิตในทวิตเตอร์
ขณะที่นายฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบขาวระบุว่า วิกฤตทางการทูตในอ่าวเปอร์เซียเป็น “ปัญหาในครอบครัว” โดยเรียกร้องให้บรรดาผู้นำชาติต่างๆ ในภูมิภาคเร่งหาทางออก ขณะที่ระบุว่าสหรัฐพร้อมเสนอตัวช่วยในการเปิดเจรจา

