ตั้งมาเอง! ทรัมป์เคืองหนัก หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกรอบ 3 ปี
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เขาเป็นผู้เลือกมากับมืออย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา โยระบายความไม่พอใจผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หลังเฟดตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
ทรัมป์โพสต์ผ่านทรูธโซเชียล แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ของเขาว่า “อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐควรอยู่ที่ 1% หรือต่ำกว่านั้น เพราะเราเป็นลูกหนี้ที่มีเครดิตดีที่สุดในโลก แบบทิ้งคนอื่นไม่เห็นฝุ่น” และว่า “ลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับสหรัฐอเมริกาลงซะ และต้องทำเดี๋ยวนี้!”
การแสดงความเห็นดังกล่าวถือเป็นครั้งที่ทรัมป์พุ่งเป้าไปยังวอร์ชโดยตรงมากที่สุดเท่าที่เคยทำงมา แม้ในเวลาต่อมาทรัมป์จะบอกผู้สื่อข่าวว่า เขายังคงมีความเชื่อมั่นในตัววอร์ช ซึ่งเป็นบุคคลที่เขาเลือกเมื่อต้นปีนี้ให้เข้ารับตำแหน่งประธานเฟดต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งมักถูกทรัมป์โจมตีว่าไม่ยอมปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างมากตามที่เขาเรียกร้องมาโดยตลอด
ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ผม…ได้คุยกับเควิน และผมบอกเขาว่า คุณก็โหวตไปตามมติคณะกรรมการเถอะ เพราะมันไม่มีความหมายอะไรอยู่แล้ว คณะกรรมการมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์อย่างมาก พวกเขาเล่นเกมการเมือง พวกเขากำลังทำสิ่งที่ผิด” คำกล่าวนี้ซึ่งดูเหมือนเป็นการยืนยันว่าเขาได้พูดคุยกับประธานเฟดแล้ว ขณะที่จนถึงขณะนี้ วอร์ชยังไม่ได้ยืนยันว่ามีการพูดคุยกับทรัมป์แต่อย่างใด
นอกจากนี้ดูเหมือนทรัมป์ยังพยายามเชื่อมโยงการขาดดุลการค้าของสหรัฐที่ยืดเยื้อยาวนานของสหรัฐเข้ากับต้นทุนการกู้ยืมที่กำหนดโดยเฟด ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัจจัยทั้งสองเรื่องแทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยขู่ว่าจะตัดความสัมพันธ์ทางการค้าทั้งหมดกับประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าด้วย หากเฟดไม่ยอมลดดอกเบี้ย
“คำว่า ‘การขาดดุล’ (Deficit) ก็เป็นแค่คำสวยหรูที่หมายถึง ‘การขาดทุน’ (LOSS) เท่านั้น เรากำลัง ‘แบกรับภาระ’ ของเกือบทุกประเทศในโลก และสถานการณ์เช่นนี้จะปล่อยให้ดำเนินต่อไปอีกไม่ได้แล้ว” ทรัมป์โพสต์เมื่อวันพุธตามเวลาในสหรัฐ
การโพสต์ข้อความโจมตีอันดุเดือดของทรัมป์มีขึ้นไม่นานหลังจากผู้กำหนดนโยบายของเฟดลงมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 16 กันยายน ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% จากเดิมที่ 3.5-3.75% ซึ่งถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี
โดยวอร์ชกล่าวระหว่างแถลงข่าวหลังการประชุมว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นการตัดสินใจอย่างรอบคอบ จริงจัง และมีความรับผิดชอบ และว่า “ความจริงที่เห็นได้ชัดคืออัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเกินไป และเป็นเช่นนี้มานานเกินไปแล้ว” ทั้งนี้ เฟดมีเป้าหมายจะรักษาอัตราเงินเฟ้อที่ระดับ 2% หรือต่ำกว่านั้น โดยวอร์ชตั้งข้อสังเกตว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐ อยู่เหนือระดับเป้าหมายมานานกว่าห้าปีแล้ว
ทั้งนี้ มีแนวโน้มว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐจะยังคงปรับเพิ่มขึ้นต่อไป โดยประมาณการนโยบายการเงินฉบับใหม่แสดงให้เห็นว่า ผู้กำหนดนโยบาย 16 จากทั้งหมด 18 คนคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะถูกปรับขึ้นอีกอย่างน้อย 0.25% ภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่มีเพียง 2 คนเท่านั้นที่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะคงที่อยู่ในระดับปัจจุบัน
วอร์ชย้ำอีกครั้งว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการให้แนวทางล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย และเขาไม่ได้ส่งตัวเลขการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของตัวเองเข้าร่วมในกระบวนการดังกล่าว
นับตั้งแต่วอร์ชเข้ารับตำแหน่งในเดือนมิถุนายน หลังจากผ่านการรับรองจากวุฒิสภา ในช่วงแรกวอร์ชได้ชี้นำให้เจ้าหน้าที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม แม้ว่าคณะผู้กำหนดนโยบายบางส่วนจะไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
แต่เมื่อวันพุธ วอร์ชกล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่เฟดจะต้องดำเนินการ และว่า ตัวเลขเงินเฟ้อในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ไม่ได้บ่งชี้ว่าแนวโน้มพื้นฐานทางเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นแต่อย่างใด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามระหว่างการแถลงข่าวว่า เขามีแผนที่จะเข้าพบทรัมป์เพื่ออธิบายเหตุผลของการตัดสินใจของเฟดหรือไม่ วอร์ชหลีกเลี่ยงที่จะให้คำตอบที่ชัดเจน โดยกล่าวเพียงว่า “ผมไม่มีอะไรจะบอกคุณเกี่ยวกับการหารือกับประธานาธิบดี”
โพสต์ของทรัมป์ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองในสัปดาห์นี้ที่เขาออกมาโจมตีบุคคลที่เขาเป็นผู้แต่งตั้งด้วยตนเอง หลังจากก่อนหน้านี้ ศาลสูงสุดสหรัฐมีคำตัดสินไม่รับรองความพยายามของทรัมป์ที่จะควบคุมวิธีจัดการกับบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์ของรัฐต่าง ๆ ทรัมป์เขียนถึงผู้พิพากษาศาลสูงสุด 3 คนที่เขาเป็นผู้แต่งตั้งว่า “คนเหล่านี้ไม่ใช่คนที่ผมสัมภาษณ์เพื่อให้มาทำหน้าที่ในศาลสูงสุดสหรัฐ พวกเขาเป็นเพียงเงาของตัวตนเดิมของพวกเขาเท่านั้น”
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวใช้เวลาส่วนใหญ่ตลอดสัปดาห์ในการกดดันเฟดต่อสาธารณะให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม ขณะที่อดีตเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคนหนึ่งให้ข้อมูลกับรอยเตอร์ว่า โพสต์ของทรัมป์ที่โจมตีเฟดถือเป็นการตอบโต้ที่ค่อนข้างเบา เมื่อพิจารณาจากการรณรงค์กดดันที่เกิดขึ้นตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
“ประธานาธิบดีกำลังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว โดยไม่ได้กล่าวอย่างเจาะจงว่าวอร์ชเป็นผู้รับผิดชอบเป็นการส่วนตัว ไม่ได้ตั้งฉายาให้เขา และไม่ได้ขู่ว่าจะใช้มาตรการตอบโต้ต่อธนาคารกลางสหรัฐ แต่เขากำลังเบนความไม่พอใจของเขาไปยังประเทศคู่ค้า ซึ่งแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจด้านนโยบายการเงิน” แหล่งข่าวระบุ
ทรัมป์เสนอชื่อวอร์ชในเดือนมกราคมให้เข้ามารับตำแหน่งต่อจากพาวเวลล์ ซึ่งทรัมป์ตั้งฉายาว่า “ช้าเกินไป” เนื่องจากพาวเวลล์ใช้แนวทางระมัดระวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อปีที่แล้ว มากกว่าที่ทรัมป์ต้องการ ส่วนวอร์ชเข้ารับตำแหน่งพร้อมคำมั่นว่าจะรักษาความเป็นอิสระของเฟดในการกำหนดนโยบายการเงิน ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับทำเนียบขาวอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นในประเด็นอื่นๆ



