ซาอุดีอาระเบีย-ฮูตีแลกหมัดโจมตีเดือด ชาวเยเมนลงเรือออกทะเลแดง ลี้ภัยสงคราม
เมื่อวันที่ 17 กันยายน ซาอุดีอาระเบียและกลุ่มฮูตี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในเยเมน เปิดฉากโจมตีตอบโต้กันระลอกใหม่ โดยซาอุดีอาระเบียได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศพื้นที่ชายแดนในจังหวัดฮัจญะห์ รวมถึงพื้นที่โดยรอบเมืองตาอิซ ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปทางตอนใต้ของประเทศ โดยหน่วยงานป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่า ชาวเยเมนที่อาศัยอยู่ในซาอุดีอาระเบียเสียชีวิตจากเศษซากโดรน ซึ่งร่วงหล่นลงมาจากการสกัดกั้นในทางตอนเหนือของเมืองตาอิซ นับเป็นผู้เสียชีวิตรายแรกที่ทางการซาอุดีอาระเบียประกาศยืนยัน นับตั้งแต่กลุ่มฮูตีดำเนินการโจมตีหลายครั้ง หลังก่อนหน้านี้ ซาอุดีอาระเบียระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บแล้วกว่า 80 คน
กลุ่มฮูตีกล่าวว่า กองทัพอากาศซาอุดีอาระเบียได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศหลายร้อยครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทั้งนี้ เมื่อวันพุธ (16 ก.ย.) ทางกลุ่มสามารถยิงเครื่องบินขับไล่ F-15 ของซาอุดีอาระเบียตกได้ ขณะที่อับดุล มาลิก อัล-ฮูตี ผู้นำกลุ่มฮูตี กล่าวว่า ต้องการให้ซาอุดีอาระเบียยุติการปิดล้อม ยึดครองประเทศและยุติการรุกรานต่อเรา ขณะที่มีมีดสั้นแบบดั้งเดิมคาดอยู่ที่เอว และบนผนังด้านหลังมีข้อความว่า ความตายจงมีแด่อเมริกา ความตายจงมีแด่อิสราเอล คำสาปจงมีแด่ชาวยิว ชัยชนะจงมีแด่อิสลาม
ขณะเดียวกัน ชาวเยเมนจำนวนหนึ่งได้อพยพข้ามช่องแคบแคบบับ เอล-มันเดบ ซึ่งในภาษาอาหรับหมายถึง ประตูแห่งน้ำตา ด้วยเรือออกจากพื้นที่โจมตีในทะเลแดง โดยในบทสัมภาษณ์ขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) วาฮิดา โอเมอร์ วัย 50 ปี กล่าวที่จิบูตี บริเวณชายฝั่งแอฟริกาของทะเลแดง หลังจากที่เดินทางถึงฝั่งหลังโดยสารเรือขนาดเล็กข้ามจากเยเมน เนื่องจากหมู่บ้านดูบับของเธอถูกกลุ่มฮูตีโจมตีและยึดพื้นที่ ว่าทะเลน่ากลัวและข้ามมาได้ยากมาก ผู้ที่อยู่บนเรือร้องไห้ตลอดทาง และเมื่อมาถึงก็ยังร้องไห้ทั้งยังไม่มีอาหารรับประทาน พร้อมเผยว่าสามีของเธอยังอยู่ที่เยเมน และเธอไม่ทราบว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เสียชีวิตหรือถูกกลุ่มฮูตีจับตัวไป
IOM ระบุด้วยว่า การสู้รบระลอกล่าสุดทำให้ชาวเยเมนต้องพลัดถิ่นมากกว่า 100,000 คน โดยส่วนใหญ่ยังคงอพยพอยู่ภายในประเทศ
การขยายตัวของสงครามอิหร่านเข้าสู่เยเมนและซาอุดีอาระเบียทำให้เกิดความกังวลครั้งใหม่เกี่ยวกับอุปทานน้ำมัน เนื่องจากพื้นที่ทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางหลักทางเลือกสำหรับการส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคอ่าว ได้รับผลกระทบ ขณะที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญข้อจำกัด
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้ปฏิเสธคำร้องขอความช่วยเหลือทางทหารจากซาอุดีอาระเบียในการรับมือกับการโจมตีจากกลุ่มฮูตี ซึ่งเคยบรรลุการหยุดยิงกับสหรัฐเมื่อปี 2025 หลังจากสหรัฐเปิดฉากโจมตีกลุ่มฮูตีเป็นเวลานาน 2 เดือน และกล่าวว่า ใกล้ถึงเวลาที่จะตัดสินใจแล้วว่าจะกลับมาโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ โดยทำลายให้สิ้นซากหรือไม่
อีกทั้งทรัมป์กำลังเผชิญกับเสี่ยงของพรรครีพับลิกันในการสูญเสียที่นั่งในการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะเกิดขึ้ดในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น นับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์
ในวันเดียวกันนี้ ราคาน้ำมันดิบของตลาดโลกปรับตัวลงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ส่วนราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลโดยเฉลี่ยในสหรัฐทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยอยู่ที่เกือบ 6.40 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
สหรัฐและอิหร่านยังไม่มีกำหนดการเจรจาเพื่อยุติสงคราม นับตั้งแต่ข้อตกลงชั่วคราวที่บรรลุในเดือนมิถุนายนล่มลงภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ประเด็นสงครามดังกล่าวจะถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในสัปดาห์หน้า ขณะเดียวกัน กระทรวงต่างประเทศสหรัฐเปิดเผยว่า คณะผู้แทนอิหร่านจะสามารถเข้าร่วมการประชุมได้
ทั้งนี้ ล่าสุดกองทัพเรือกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่ชักธงประเทศโตโกเกิดไฟไหม้และหยุดการเดินเรือ หลังถูกโจมตีขณะพยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นการผ่านน่านน้ำอย่างผิดกฎหมาย

