วิเทศวิถี: จุดเริ่มต้นของหนทางอันยาวไกล
สัปดาห์ที่ผ่านมา การประชุมครั้งแรกของคณะกรรมาธิการประนอมระหว่างไทย-กัมพูชา ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 หรือ UNCLOS เปิดฉากขึ้นที่สิงคโปร์ระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน ได้รับความสนใจจากสังคมไทยและกัมพูชาอย่างมาก เพราะเป็นการดำเนินการเพื่อเพื่อหาทางออกที่สามารถเป็นข้อยุติร่วมกันได้ระหว่างสองประเทศ ความสำคัญของการประชุมครั้งแรกนี้ตามเอกสารข่าวที่ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (PCA) เผยแพร่ คือการที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายและคณะกมธ. ได้ลงนามในข้อกำหนดการแต่งตั้ง และจัดทำระเบียบวิธีพิจารณาที่จะใช้กำกับกระบวนการประนอมข้อพิพาทจนเสร็จสิ้น ซึ่งมีกรอบเวลาว่า กระบวนการประนอมระหว่างกันจะใช้เวลาไม่เกิน 12 เดือน
กระบวนการหารือภายใต้คณะกมธ.ประนอมส่วนใหญ่เป็นการดำเนินการแบบปิด แต่ได้มีการถ่ายทอดสดถ้อยแถลงเปิดการประชุมจาก “ตัวแทน” ของทั้งสองประเทศซึ่งใช้วิธีเรียงตามลำดับตัวอักษร กัมพูชาโดยนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ขึ้นพูดก่อน ถ้อยคำของกัมพูชาที่พยายามเน้นย้ำว่า กัมพูชาเป็นประเทศที่เข้าใจถึงความสำคัญของสันติภาพ และจำเป็นต้องเลือกที่จะเริ่มกระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS เพราะไม่มีทางเลือกอื่นหลังจากไทยยกเลิก เอ็มโอยู 2544 ตลอดจนการระบุว่า เขามองกระบวนการประนอมครั้งนี้ ในฐานะหนทางในการฟื้นฟูความไว้วางใจ ไม่ใช่รูปแบบหนึ่งของการยกระดับความขัดแย้ง โดยเป้าหมายสำคัญสูงสุดคือการบรรลุทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ และมีส่วนส่งเสริมสันติภาพ ความร่วมมือ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค ก่อนที่จะบอกว่า กัมพูชาพร้อมที่จะบรรลุข้อตกลงเพื่อพัฒนาทรัพยากรชั่วคราวอย่างเท่าเทียมกัน โดยที่ยังไม่มีข้อตกลงด้านเขตแดน
หลังจากนั้นนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนไทย ใช้โอกาสนี้ย้ำถึงความมุ่งมั่นของไทยที่จะหาทางออกด้วยการกำหนดเขตแดนทางทะเลให้ชัดเจน และเปิดทางให้ไทย-กัมพูชาเดินหน้าต่อไปได้ในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนที่จะอธิบายถึงความแตกต่างของแนวทางที่ไทยและกัมพูชาเลือกใช้ในการจัดการกับประเด็นปัญหาระหว่างกัน
ขณะที่ไทยเลือกที่จะแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาและฟื้นฟูความเชื่อมั่น แต่กัมพูชาซึ่งกล่าวอ้างอยู่เสมอว่าเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและกล่าวหาไทย ได้กระทำการหลายอย่างที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่พูด พร้อมกับบอกว่าเขาได้พูดคุยกับนายปรักในเดือนพฤษภาคมที่นิวยอร์ก ให้เดินหน้าแก้ไขปัญหาร่วมกัน แต่กัมพูชากลับกล่าวหาไทยอย่างต่อเนื่องในเวทีต่างๆ วางตนว่าเป็นเหยื่อ และสร้างภาพว่ามีสถานะที่เหนือกว่าไทยทางศีลธรรม
นายสีหศักดิ์บอกว่า เขาได้เสนอนายปรักให้มีการหารือโดยตรงเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเล ซึ่งจะช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์ และเปิดทางไปสู่การแก้ไขประเด็นอื่นๆ ที่ค้างคาอยู่ หากภายใน 6 เดือนยังไม่สามารบรรลุข้อตกลงได้ ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการประนอมร่วมกันได้ต่อไป แต่กัมพูชากลับไม่เลือกทางดังกล่าวเอง
กระนั้นก็ดี นายสีหศักดิ์ย้ำว่า ไทยเข้าสู่กระบวนการนี้ด้วยความสุจริตใจ โดยตระหนักถึงบทบัญญัติของ UNCLOS อย่างเต็มที่ และมีความเชื่อมั่นในความเป็นอิสระ ความเป็นกลาง และความเชี่ยวชาญร่วมกันของคณะกรรมการชุดนี้ ประเทศไทยพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้อย่างสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้บรรลุทางออกที่เป็นธรรมและผ่านการเจรจาด้วยความช่วยเหลือจากคณะกมธ.
ในส่วนของไทย เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่านายสีหศักดิ์เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องอธิบายให้คณะกมธ.เข้าใจอย่างชัดเจนถึงที่มาของปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชาครั้งล่าสุดจนนำมาถึงจุดนี้ และต้องการชี้แจงถึงความพยายามของไทยในการเปิดช่องทางการหารือทวิภาคี ซึ่งไม่ได้ตีบตันดังที่กัมพูชาพยายามจะทำให้โลกเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น ถ้อยคำของนายสีหศักดิ์ไม่ได้พูดเพียงเพื่อความสะใจหรือพูดเพียงเพื่อให้คนไทยได้ยิน แต่เป็นการคลี่ข้อเท็จจริงออกมาวางให้ได้รับรู้รับทราบกัน ก่อนที่จะเดินหน้าต่อไปในกระบวนการนี้
ด้านรัฐบาลและสื่อกัมพูชาพยายามจะบอกว่า กัมพูชาได้นำเสนอด้วยท่าทีประนีประนอมเพื่อมุ่งหาทางออกและทางเลือกในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ขณะที่ไทยกลับหยิบยกความขัดแย้งในอดีตที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นปัจจุบันขึ้นมาพูด ส่วนสื่อต่างประเทศอื่นๆ หลายสำนักมองว่า ไม่ว่าถ้อยคำการพูดคุยของแต่ละฝ่ายจะเป็นอย่างไร แต่การที่สองประเทศเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวก็แสดงให้เห็นว่า ประตูสำหรับการเจรจาภายใต้การช่วยเหลือของคณะกมธ.ยังคงเปิดกว้าง
ต้องยอมรับว่าเมื่อฟังถ้อยคำของนายปรักและนายสีหศักดิ์จบ ถ้อยแถลงเหล่านั้นสะท้อนมุมมองที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงของทั้งสองประเทศ สิ่งที่ไทยต้องการคือเส้นเขตแดนทางทะเลที่ชัดเจน ขณะที่กัมพูชาให้น้ำหนักกับการบรรลุข้อตกลงเพื่อพัฒนาทรัพยากรชั่วคราว โดยที่ยังไม่จำเป็นต้องมีข้อตกลงด้านเขตแดน เพื่อนำเอาทรัพยากรในอ่าวไทยซึ่งมีการประเมินว่าอาจมีมูลค่าสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 10 ล้านล้านบาทขึ้นมาใช้ ซึ่งจะว่าไปก็แทบไม่ต่างจากจุดยืนของกัมพูชาในการเจรจาระหว่างสองประเทศตลอด 25 ปี ที่ผ่านมาภายใต้ เอ็มโอยู 2544 ถ้าย้อนอดีตไปแม้แต่ในระหว่างที่มีความพยายามจะจัดทำเอ็มโอยูฉบับดังกล่าว ซึ่งมีนายสรุเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและนักกฎหมายชั้นครูเป็นผู้กำกับดูแล ก็ได้มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า การกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลให้ชัดเจนต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาทรัพยากรในพื้นที่โดยไม่อาจแยกกันได้ เพราะเป้าหมายของกัมพูชามองเห็นได้ชัดเจนแม้แต่ในเวลานั้น
หลังจากการประชุมนัดแรก ที่แต่ละฝ่ายได้นำเสนอเนื้อหาสาระที่สำคัญและการหารือกับคณะกมธ.แบบลับไปแล้ว คณะกมธ.และคู่กรณีจะต้องหารือกันต่อไปในประเด็นที่มีการนำเสนอ ซึ่งมีการเผยแล้วว่าการหารือรอบ 2 จะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่ต้องรอการยืนยันวันประชุมอย่างเป็นทางการต่อไป
กระบวนการประนอมที่ไทยและกัมพูชากำลังดำเนินการอยู่นี้ ถือเป็นกรณีที่ 2 ของโลกที่มีการใช้กลไกดังกล่าว หลังก่อนหน้านี้ก็มีเพียงกรณีของติมอร์เลสเตกับออสเตรเลียที่ได้ดำเนินการในปี 2559 แต่อย่างที่เรารับทราบกันว่า คณะกมธ.ไม่มีอำนาจบังคับให้คู่กรณียอมรับเส้นเขตแดนใดๆ และไม่มีผลผูกพันต่อคู่กรณี แต่เพียงเสนอแนวทางให้เกิดการตกลงฉันมิตร ที่สุดแล้วติมอร์เลสเตและออสเตรเลีย ก็ต้องมาหารือกันเอง กระทั่งได้มีการลงนามในสนธิสัญญาระหว่างกันในปี 2561
แม้ว่าไทย-กัมพูชาจะเป็นกรณีที่ 2 ของโลก ก็ยังได้เห็นผู้ออกมาแสดงภูมิรู้มากมายว่าท่าทีไทยแข็งกร้าว เสียเปรียบ หรืออะไรต่อมิอะไรที่ฟังแล้วก็น่าแปลกใจกับผู้รู้ เพราะสิ่งที่เราท่านได้เห็นกันในการประชุมครั้งแรก เป็นเพียงการเริ่มต้นของกระบวนการที่ยังยาวไกล และยังต้องมีการเจรจากันอีกหลายรอบหลังจากนี้ ซึ่งไม่มีใครจะบอกได้ว่าจะจบเร็วหรือลากยาวไปจนครบกรอบเวลา 1 ปี
กระทั่งในระหว่างที่ความพยายามของคณะกมธ.ประนอมกำลังเริ่มต้น พฤติกรรมของกัมพูชาที่หยิบยกปัญหาไทย-กัมพูชาไปในเวทีพหุภาคีแทบทุกเวทีที่กัมพูชาเข้าร่วมประชุมอย่างที่เราได้ทราบกันก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในการประชุมของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) สมัยที่ 63 ที่นครเจนีวาเมื่อวันที่ 16 กันยายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่คณะกมธ. ยังคงมีการหารือลับกับตัวแทนไทยและกัมพูชา น.ส.อุศณา พีรานนท์ ผู้แทนถาวรไทยประจำยูเอ็น ก็ยังต้องใช้สิทธิตอบโต้ถ้อยแถลงของกัมพูชาถึง 2 ครั้ง หลังกัมพูชากล่าวหาไทยเรื่องผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากสถานการณ์บริเวณชายแดน การยึดครองดินแดนกัมพูชา ไปจนถึงการโจมตีมรดกทางวัฒนธรรม น.ส.อุศณาตำหนิกัมพูชาว่า สร้างภาพว่าเป็นผู้สูญเสียเพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่คนไทยตามแนวชายแดนก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน และย้ำว่า กัมพูชาไม่ควรนำเสนอความทุกข์ยากด้านมนุษยธรรมอย่างเลือกปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง ผลักดันข้ออ้างในข้อพิพาททวิภาคี หรือสร้างภาพให้อีกฝ่ายเป็นผู้รุกราน

