‘เจนเซน หวง’ โต้กระแสคำเตือน AI ทำมนุษย์สูญพันธุ์สิ้นทศวรรษนี้ ชี้ โอกาสเกิดเป็น ‘ศูนย์’ เชื่อแค่เลี่ยงความรับผิดชอบทางกฎหมาย
เจนเซน หวง ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ ซีอีโอ ของเอ็นวิเดีย (Nvidia) บริษัทผู้ผลิตชิป เอไอ รายใหญ่ของโลก กล่าวถึงเรื่องคำเตือนออกมาในช่วงนี้ ที่ว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) อาจจะนำไปสู่การสูญพันธุ์ของมนุษย์ได้ในอีกทศวรรษหน้า ว่าเป็นเพียง “เรื่องราววันสิ้นโลก” เท่านั้น
นายหวง ได้ให้สัมภาษณ์ ซีบีเอส นิวส์ พาร์ตเนอร์ของบีบีซี ในสหรัฐอเมริกา ว่า “ปี 2030 จะยังไม่ใช่จุดจบของโลก โอกาสที่จะเกิดจุดจบของโลกนั้น มีเพียงศูนย์เปอร์เซ็นต์” และว่า การทำให้ผู้คนหวาดกลัวนั้นไม่จำเป็น และถือเป็นสิ่งที่ขาดความรับผิดชอบ
ทั้งนี้ คำเตือนเกี่ยวกับการสูญพันธุ์ของมนุษย์ มาจากการเปิดเผยของ จาค็อบ โคซอน อดีตนักวิจัยของบริษัท แอนโทรปิก ที่ได้โพสต์ลงโซเชียลมีเดีย เมื่อเร็วๆนี้ ระบุว่า เอไอ อาจมีศักยภาพเหนือมนุษย์ และทำลายล้างมนุษยชาติได้ภายในสิ้นทศวรรษนี้
ซึ่งความเห็นของโคซอน ยังได้รับการสนับสนุนจากนักวิจัยอีก 2 คนของ แอนโทรปิก และจุดประเด็นถกเถียงในระดับสากลเกี่ยวกับอันตรายและการขาดมาตรการกำกับดูแลเอไอ ขณะที่บริษัทต่างๆ ต่างเร่งพัฒนาโมเดลเอไอให้มีศักยภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ
ความห่วงกังวลของโคซอน ได้ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันเกี่ยวกับความเสี่ยงของเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดการเรียกร้องให้บริษัทต่างๆชะลอการพัฒนาเอไอ ซึ่งรวมถึงการเรียกร้องของบรรดาผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ทั้งของแอนโทรปิก และ โอเพ่นเอไอ ที่เรียกร้องให้ชะลอการพัฒนาเอไอลง
อย่างไรก็ตาม นายหวง กล่าวว่า การคาดการณ์ดังกล่าว ไม่ได้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และว่า “การทำให้มั่นใจว่าอุตสาหกรรมจะพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างมีความรับผิดชอบนั้น เป็นผลดีต่อเอ็นวิเดียเอง และความสำเร็จของบริษัทเรา เชื่อมโยงโดยตรงกับการนำผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆออกมาใช้งานอย่างปลอดภัย หากเราไม่ดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป คุณค่าของเราก็จะลดน้อยถอยลง ลองพิจารณาถึงความรับผิดชอบทางกฎหมายในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นอันดับแรก อย่าปล่อยให้วาทกรรมเรื่องหายนะภัยทำให้ใครบางคนสามารถหลีกเลี่ยงกฎหมายที่มีอยู่เดิมได้”
นายหวง ตั้งข้อสังเกตว่า บรรดาบริษัทเอไอ ที่ออกมาเรียกร้องให้มีการชะลอการพัฒนา อาจกำลังหาทางปกป้องตนเองจากความรับผิดทางกฎหมายต่อความเสียหายที่ผลิตภัณฑ์ของตนอาจก่อให้เกิดขึ้นมา โดยบอกว่า “ลองพิจารณาความหมายแฝงดูสิ จริงๆแล้ว พวกเขาไม่ได้ต้องการกฎหมายเพิ่มหรอก แต่ต้องการได้รับการยกเว้นจากกฎหมายที่มีอยู่ต่างหาก และผมมองว่านั่นคือปัญหา”
บีบีซี ระบุว่า ความเห็นของนายหวง สอดคล้องกับมุมมองของอีกหลายคนที่บีบีซีได้พูดคุยด้วย ซึ่งเป็นบุคคลที่เคยทำงานให้กับบริษัทต่างๆ เช่น โอเพ่นเอไอ , เมต้า และ ดีพมายด์ ที่แสดงความเห็นกังขาต่อแนวคิดที่ว่า การพัฒนาเอไอโดยปราศจากการควบคุมจะนำไปสู่การสร้างเครื่องมือที่สามารถคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาลได้
ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ มองว่า ความกังวลเกี่ยวกับการพัฒนาเอไอ เป็นเพียงเรื่องหลอกลวง และทฤษฎีสมคบคิด พร้อมทั้งเสริมว่า การชะลอการพัฒนาอาจทำให้จีนได้เปรียบ

