หน้าแรก ต่างประเทศ เข้าสู่ปีที่ ...

เข้าสู่ปีที่ 5 สงครามยังไม่จบ ยูเครนขอไทย ยืนหยัดเคียงข้างเคียฟ ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ

22.09.26 | 17:55 น.

เข้าสู่ปีที่ 5 สงครามยังไม่จบ ยูเครนขอไทย ยืนหยัดเคียงข้างเคียฟ ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ


 

เข้าสู่ปีที่ 5 นับจากรัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 สงครามที่เกิดขึ้นกลางยุโรปยังไม่มีจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยูเครนต้องเตรียมรับมือกับฤดูหนาวอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและความปลอดภัยของประชาชน

การเดินทางเยือนกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน ของผู้สื่อข่าวข่าวสด เมื่อต้นเดือนกันยายน 2569 เกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์สงครามยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แม้แต่กรุงเคียฟ เมืองหลวงของประเทศ ก็ยังต้องเผชิญกับฝูงโดรนและขีปนาวุธที่ถูกยิงเข้ามาทั้งวันทั้งคืน

Advertisement

หนึ่งในการพบปะครั้งสำคัญของการเดินทางครั้งนี้ คือการเข้าสัมภาษณ์ผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศยูเครน ณ กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

ผู้สื่อข่าวได้พบกับ มาริยานา เบตซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน พร้อมด้วย ชานนา เลชชินสกา อธิบดีกรมเอเชียและแปซิฟิก และ เฮอร์ฮี ทิคห์ยี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยูเครน

คณะสื่อมวลชนสนทนากับผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ ยูเครน กรุงเคียฟ
คณะสื่อมวลชนสนทนากับผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ ยูเครน กรุงเคียฟ

บทสนทนาไม่ได้มีเพียงเรื่องสถานการณ์ในสนามรบ แต่ครอบคลุมตั้งแต่การโจมตีพลเรือน ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ฤดูหนาว การคว่ำบาตรรัสเซีย อนาคตของการเจรจาสันติภาพ การนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไปจนถึงบทบาทของอาเซียนและจีน

สถานการณ์ยากลำบาก’ รัสเซียเปลี่ยนเป้าโจมตีพลเรือน

มาริยานา เบตซา กล่าวว่า สถานการณ์ในขณะนี้มีความยากลำบากอย่างมาก โดยยูเครนมองว่ารัสเซียได้ยกระดับการโจมตีต่อพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

เธอกล่าวว่า รัสเซียไม่สามารถรุกคืบในสนามรบและไม่ได้ยึดพื้นที่เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ จึงหันไปใช้การโจมตีพลเรือนและเด็ก โดยเฉพาะเมื่อใกล้เข้าสู่ฤดูหนาว

เป้าหมายของการโจมตีดังกล่าว ตามมุมมองของรัฐบาลยูเครน คือการข่มขวัญประชาชน สร้างแรงกดดันทางจิตวิทยา รวมถึงสร้างความวุ่นวายและความตื่นตระหนก

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครนย้ำว่า แม้การโจมตีจะเกิดขึ้นเป็นประจำ แต่ยูเครนยังคงยืนหยัด

“มันไม่ง่าย เพราะมีการโจมตีเกิดขึ้นทุกวัน และเรื่องนี้ไม่ควรกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ แต่ยูเครนก็มีความยืดหยุ่นและยืนหยัดอย่างมาก”

สำหรับยูเครน เป้าหมายสำคัญคือการรักษาความเป็นเอกราชและบูรณภาพแห่งดินแดนภายในพรมแดนที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็น “เส้นแดง” ที่ไม่สามารถประนีประนอมได้

แต่เบตซาย้ำว่า สิ่งที่ยูเครนกำลังต่อสู้นั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของยูเครน

กรุงเคียฟ และเมืองอื่นๆ ในยูเครน ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
กรุงเคียฟ และเมืองอื่นๆ ในยูเครน ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

เราไม่ได้ปกป้องแค่ยูเครน’

“นี่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงสงครามระดับภูมิภาค เราไม่ได้ปกป้องเพียงยูเครน หรือแม้แต่เพียงยุโรปเท่านั้น แต่มันไปไกลกว่านั้น”

เธอกล่าวว่า สิ่งที่ยูเครนกำลังถูกปกป้องคือประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน และคุณค่าพื้นฐานที่ยูเครนมองว่าถูกท้าทายจากรัสเซีย

“สถานการณ์นี้เป็นเรื่องยาก แต่ยูเครนยังคงยืนหยัด”

สิ่งที่ยูเครนต้องการเร่งด่วนที่สุด: ระบบป้องกันภัยทางอากาศ

หนึ่งในความต้องการเร่งด่วนที่สุดของยูเครนในขณะนี้ คือเครื่องสกัดขีปนาวุธและระบบป้องกันภัยทางอากาศ

เบตซาระบุว่า เมื่อสงครามเข้าสู่ปีที่ 5 ยูเครนกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนเครื่องสกัดขีปนาวุธ ขณะที่รัสเซียใช้การโจมตีแบบผสมผสานมากขึ้น ทั้งโดรน ขีปนาวุธวิถีต่าง ๆ และขีปนาวุธแบบทิ้งตัว

การโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่บนแผ่นดินเท่านั้น เธอยังกล่าวถึงสถานการณ์ในทะเลดำ ซึ่งยูเครนระบุว่ารัสเซียโจมตีเรือมากกว่า 50 ลำ และมีลูกเรือเสียชีวิตมากกว่า 30 คน

สำหรับยูเครน เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารด้วย เพราะยูเครนเป็นแหล่งส่งออกอาหารไปยังหลายประเทศ รวมถึงประเทศในแอฟริกา

เบตซายังชี้ให้เห็นถึงการสนับสนุนที่รัสเซียได้รับจากอิหร่านและเกาหลีเหนือ โดยมองว่าปัจจัยเหล่านี้สะท้อนว่าสงครามไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อยุโรป แต่มีผลกระทบต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกด้วย

กลุ่มควันจากการถูกโจมตีลอยขึ้นเหนือกรุงเคียฟ
กลุ่มควันจากการถูกโจมตีลอยขึ้นเหนือกรุงเคียฟ

4 สิ่งที่ยูเครนต้องการจากประชาคมโลก

เมื่อถามถึงสิ่งที่ยูเครนต้องการจากนานาชาติ เบตซาอธิบายถึง 4 ด้านสำคัญ

ประการแรก คือการสนับสนุนทางทหาร โดยเฉพาะระบบป้องกันภัยทางอากาศ

ประการที่สอง คือแรงกดดันทางการเมืองต่อรัสเซีย เพื่อให้ยุติสงคราม โดยเธอย้ำว่าการหยุดยิงเป็นเงื่อนไขแรกสำหรับการเจรจาที่มีสาระสำคัญ

เบตซาระบุว่า ยูเครนเคยเห็นชอบต่อข้อเสนอการหยุดยิงทันที ไม่มีเงื่อนไข และครอบคลุมเป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน แต่รัสเซียยังไม่เห็นชอบ

ประการที่สาม คือมาตรการคว่ำบาตร โดยยูเครนต้องการให้ยุโรป สหรัฐฯ ออสเตรเลีย แคนาดา และประเทศอื่น ๆ ประสานมาตรการให้เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะต่อกองเรือเงา ภาคธนาคาร และช่องโหว่ที่รัสเซียใช้เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

และประการที่สี่ คือความรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่เกิดขึ้นระหว่างสงคราม

เบตซาระบุว่า หากรัสเซียสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบจากการรุกราน อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติได้ ก็อาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่ส่งผลต่อประเทศอื่น ๆ ที่กำลังจับตาสถานการณ์

ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี (ภาพ-เอพี)
ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี (ภาพ-เอพี)

เด็กยูเครน’ อีกหนึ่งเส้นแดงที่เคียฟต้องการนำกลับบ้าน

หนึ่งในประเด็นที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครนให้ความสำคัญอย่างมาก คือชะตากรรมของเด็กยูเครน

เธอระบุว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมามีเด็กมากกว่า 20,000 คนถูกนำออกจากยูเครนและถูกถ่ายโอนไปยังรัสเซีย ขณะที่จนถึงต้นเดือนกันยายน ยูเครนสามารถนำเด็กกลับมาได้มากกว่า 2,200 คน

เบตซากล่าวขอบคุณประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มโกลบอลเซาท์ที่ช่วยสนับสนุนความพยายามดังกล่าว โดยเฉพาะกาตาร์ ซึ่งมีบทบาทเป็นหนึ่งในผู้ไกล่เกลี่ย และยังกล่าวถึงบทบาทของเมลาเนีย ทรัมป์ ในการช่วยเหลือด้านการติดต่อเกี่ยวกับเด็กยูเครน

เธอกล่าวว่าเด็กจำนวนมากยังคงอยู่ในรัสเซียและถูกแยกออกจากครอบครัว รวมถึงถูกมอบสัญชาติรัสเซีย ขณะที่ยูเครนกล่าวหาว่ามีการปลูกฝังแนวคิดและการทหารแก่เด็กเหล่านี้

“หนึ่งในเส้นแดงของยูเครนคือการนำเด็กของเรากลับคืนมา”

นอกจากเด็กแล้ว ยูเครนยังกล่าวถึงเชลยศึกและพลเรือนที่ถูกควบคุมตัว โดยเบตซาระบุว่ามีหลักฐานและพยานเกี่ยวกับการทรมานเชลยศึกชาวยูเครน รวมถึงการทรมานทางเพศและการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม

เธอกล่าวถึงความพยายามผลักดันให้รัสเซียต้องรับผิดชอบต่อการกระทำเหล่านี้ผ่านกลไกระหว่างประเทศ รวมถึงศาลอาญาระหว่างประเทศ และความพยายามจัดตั้งศาลพิเศษสำหรับอาชญากรรมการรุกรานภายใต้กรอบของสภายุโรป

อาคารสถานีโทรทัศน์ถูกโจมตีกลางเมืองหลวงของยูเครน
อาคารสถานีโทรทัศน์ถูกโจมตีกลางเมืองหลวงของยูเครน

สันติภาพต้องมี แต่ ‘เส้นแดง’ ของยูเครนยังอยู่

สำหรับการเจรจาสันติภาพ เบตซากล่าวอย่างชัดเจนว่า ยูเครนต้องการสันติภาพและต้องการสันติภาพมากกว่าประเทศอื่นใด เพราะยูเครนเป็นฝ่ายที่กำลังเผชิญสงคราม

เธอกล่าวว่า ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี พร้อมพบกับผู้นำรัสเซียเพื่อเดินหน้าสู่สันติภาพ แต่การเจรจาจะต้องเกิดขึ้นบนเงื่อนไขที่ยูเครนยอมรับได้

เส้นแดงสำคัญคือ บูรณภาพแห่งดินแดนตามกฎหมายระหว่างประเทศ การนำพลเมือง เชลยศึก และเด็กกลับประเทศ และการมีหลักประกันด้านความมั่นคงที่เพียงพอเพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียกลับมาโจมตียูเครนอีก

ยูเครนยังยืนยันว่าจะไม่ยอมรับดินแดนที่ถูกรัสเซียยึดครองชั่วคราวว่าเป็นดินแดนของรัสเซีย

เบตซากล่าวว่า หลังการหยุดยิงและมีระบบตรวจสอบแล้ว จึงควรพูดถึงหลักประกันความมั่นคงในระยะต่อไป ซึ่งอาจรวมถึงการมีบุคลากรด้านความมั่นคงจากประเทศยุโรปอยู่ในพื้นที่ แต่เธอย้ำว่ายังเร็วเกินไปที่จะระบุว่ารูปแบบสุดท้ายจะเป็นอย่างไร

แล้วอาเซียนช่วยอะไรยูเครนได้บ้าง?

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ยูเครนต้องการให้อาเซียนช่วยเหลือเพิ่มเติมอย่างไรในช่วงเวลานี้ คำตอบจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครนเริ่มต้นจากหลักการสำคัญที่สุด นั่นคือการเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนและกฎหมายระหว่างประเทศ

เธอเรียกร้องให้ประเทศอาเซียนสนับสนุนหลักการดังกล่าว และมีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหประชาชาติ

เบตซากล่าวว่า ยูเครนให้ความสำคัญกับการสนับสนุนมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในประเด็นต่าง ๆ เช่น การนำเด็กยูเครนกลับคืนมา

อีกสิ่งที่เธอเรียกร้องคือการตระหนักถึงข้อมูลบิดเบือนและโฆษณาชวนเชื่อจากรัสเซีย ซึ่งยูเครนมองว่ายังคงมีอิทธิพลในหลายประเทศ รวมถึงประเทศในโกลบอลเซาท์

“รัสเซียไม่ได้มีเป้าหมายเพียงยูเครน”

ในมุมมองของรัฐบาลยูเครน ความขัดแย้งครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบโลกและแนวคิดเรื่องเขตอิทธิพล หากกฎหมายระหว่างประเทศถูกแทนที่ด้วยการใช้กำลัง ประเทศขนาดใหญ่ก็อาจมองว่าตนเองมีสิทธิใช้กำลังเพื่อบังคับประเทศที่มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ยูเครนมองว่าไม่ควรเกิดขึ้น

รถถังรัสเซีย ถูกจัดแสดงหน้ากระทรวงต่างประเทศ กรุงเคียฟ
รถถังรัสเซีย ถูกจัดแสดงหน้ากระทรวงต่างประเทศ กรุงเคียฟ

จีน’ อาจมีอิทธิพลต่อมอสโก

เมื่อถามถึงบทบาทของจีนในการยุติสงคราม เฮอร์ฮี ทิคห์ยี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยูเครน กล่าวว่า ยูเครนมองว่าจีนเป็นหนึ่งในมหาอำนาจสำคัญที่สามารถมีอิทธิพลต่อรัสเซียได้

เขากล่าวถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ในฐานะผู้นำที่ยูเครนมองว่าสามารถมีอิทธิพลต่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินได้ โดยในมุมมองของเขา จีนอาจมีอิทธิพลต่อรัสเซียมากเป็นพิเศษ เนื่องจากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ

ทิคห์ยียังมองว่า จีนมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับยุโรป และอาจไม่ต้องการเห็นรัสเซียเข้าสู่ภาวะไร้เสถียรภาพหรือความวุ่นวาย เพราะจีนมีพรมแดนร่วมกับรัสเซียเป็นระยะทางยาว

เขากล่าวว่า สงครามมีต้นทุนต่อรัสเซียสูงเกินกว่าระดับที่สมเหตุสมผลมานานแล้ว และตั้งข้อสังเกตว่าความพยายามเดินหน้าสงครามต่อไปอาจสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพภายในรัสเซียเอง

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมองว่ามีเหตุผลที่จีนจะเข้ามามีบทบาทและเรียกร้องให้ปูตินยุติสงคราม

ทำไมคนที่อยู่ไกลหลายพันกิโลเมตรจึงควรสนใจสงครามนี้?

คำถามอีกข้อที่สำคัญ คือเหตุใดประชาชนในประเทศที่อยู่ห่างจากยูเครนหลายพันกิโลเมตรจึงควรสนใจสงครามที่เกิดขึ้นในยุโรป

ชานนา เลชชินสกา อธิบดีกรมเอเชียและแปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศยูเครน ตอบว่า ผลกระทบของสงครามไม่ได้หยุดอยู่ที่ชายแดนของยูเครน

“ผู้คนคิดว่านี่เป็นสงครามที่อยู่ไกลออกไป เป็นสงครามที่เกิดขึ้นที่อื่นในยุโรป และไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา แต่ผลกระทบและผลที่ตามมาของสงครามนี้สามารถรู้สึกได้ในทุกภูมิภาค”

เธอยกตัวอย่างราคาสินค้าอาหาร ราคาน้ำมัน และสถานการณ์เศรษฐกิจที่แย่ลงในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีความเปราะบาง เช่น ประเทศในแอฟริกา

เลชชินสกากล่าวถึงโครงการ Grain from Ukraine ซึ่งเป็นความริเริ่มเพื่อส่งอาหารไปยังผู้ที่ต้องการ โดยร่วมมือกับพันธมิตรยุโรปในการจัดหาและส่งธัญพืชจากยูเครน

สำหรับเธอ นี่คือตัวอย่างว่าผลกระทบของสงครามไม่ได้จำกัดอยู่ในสนามรบ

บริเวณด้านหน้ากระทรวงการต่างประเทศยูเครน กรุงเคียฟ จัดแสดงรถถัง รถกู้ชีพ ฯลฯ ในสงคราม
บริเวณด้านหน้ากระทรวงการต่างประเทศยูเครน กรุงเคียฟ จัดแสดงรถถัง รถกู้ชีพ ฯลฯ ในสงคราม

หากกฎหมายระหว่างประเทศล้มเหลว จะเกิดอะไรขึ้น?

ประเด็นที่เลชชินสกาต้องการสื่อถึงประชาชนในประเทศที่อยู่ห่างไกลจากสงคราม คือสิ่งที่เกิดขึ้นในยูเครนอาจกลายเป็นแบบอย่างให้กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต

เธอชี้ว่า หากการใช้กำลังสามารถนำมาใช้เพื่อบังคับประเทศเพื่อนบ้านให้เปลี่ยนนโยบายต่างประเทศได้ ระบบระหว่างประเทศก็อาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

ถ้าคุณไม่ชอบนโยบายต่างประเทศของประเทศเพื่อนบ้าน คุณก็สามารถโจมตีประเทศนั้นและเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของเขาด้วยกำลังได้ นั่นเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา”

เธอย้ำว่า สิ่งที่ยูเครนเรียกร้องคือการให้กฎหมายระหว่างประเทศยังคงมีความหมาย การเคารพกฎบัตรสหประชาชาติ และการเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของทุกประเทศ

เราไม่ได้ปกป้องแค่ยูเครน’ กับสารที่ส่งออกมาจากกรุงเคียฟ

ตลอดการสนทนากับผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศยูเครน มีประโยคหนึ่งที่ถูกย้ำหลายครั้งในหลากหลายรูปแบบ นั่นคือ สงครามครั้งนี้ไม่ได้ถูกมองจากฝั่งยูเครนว่าเป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ

สำหรับรัฐบาลยูเครน สิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหาร ราคาพลังงาน เศรษฐกิจ ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ตลอดจนอนาคตของกฎหมายระหว่างประเทศ

ขณะที่ในสนามรบ การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธยังดำเนินต่อไป และยูเครนกำลังเตรียมตัวรับฤดูหนาวอีกครั้ง รัฐบาลยูเครนยังคงส่งสารถึงประชาคมโลกให้ช่วยกันรักษาแรงกดดันต่อรัสเซีย สนับสนุนการป้องกันประเทศ และเดินหน้าสู่การหยุดยิง

แต่ในเวลาเดียวกัน ยูเครนยืนยันว่า “สันติภาพ” ที่ต้องการจะต้องเป็นสันติภาพที่มาพร้อมกับหลักประกันด้านความมั่นคง การเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และการนำประชาชนของยูเครนกลับคืนมา

จากห้องประชุมของกระทรวงการต่างประเทศยูเครน ในเมืองหลวงที่ยังต้องเผชิญเสียงเตือนภัยและการโจมตีทางอากาศ นี่คือสารที่ผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศยูเครนต้องการส่งไปยังโลกภายนอกว่า แม้สงครามจะยืดเยื้อและสถานการณ์ยังยากลำบาก แต่สำหรับยูเครน การยืนหยัดยังคงดำเนินต่อไป และแรงสนับสนุนจากนานาชาติคือความหวังของสันติภาพที่ยั่งยืน