งง! มะกันถกอิหร่าน หลังทรัมป์ขู่ ทำลายล้างให้สิ้นซาก หากสงครามไม่จบ กลาง UN
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เผยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐและอิหร่านได้พบหารือกันเมื่อวันที่ 22 กันยายน ซึ่งถือเป็นการพบปะที่ไม่คาดคิด หลังทรัมป์ได้ขู่ขณะกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ว่า เขาอาจจะทำลายล้างอิหร่านในสิ้นซาก หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมาเกือบ 7 เดือนได้ในเร็วๆ นี้
ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวว่า สตีฟ วิทคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของทรัมป์ และ จาเรด คุชเนอร์ บุตรเขย ได้พบหารือกับเจ้าหน้าที่อิหร่านเป็นเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงนอกรอบการประชุม UNGA ซึ่งผู้นำโลกมาเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก แต่เขาไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดมากนักเกี่ยวกับบรรยากาศหรือเนื้อหาของการหารือดังกล่าว
“มันเป็นการประชุมที่ดีมาก” ทรัมป์กล่าว และเสริมในเวลาต่อมาว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านที่มาไม่ใช่ระดับสูงสุด แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
ด้านวิทคอฟฟ์ได้โพสต์ข้อความบน X ว่า การเจรจาดังกล่าวเกิดขึ้นผ่านคนกลางที่ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างคณะผู้แทนสหรัฐและคณะผู้แทนอิหร่าน พร้อมทั้งแสดงความหวังว่าความพยายามครั้งนี้ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สร้างสรรค์และมีแนวโน้มที่ดี
การพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากช่องทางการสื่อสารระหว่างสหรัฐและอิหร่านหยุดชะงักไปนานหลายเดือน นับตั้งแต่การล่มสลายลงของข้อตกลงหยุดยิงระยะสั้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่ในต้นเดือนกรกฎาคม คณะเจรจาของสหรัฐและอิหร่านได้แยกกันหารือกับคนกลางจากกาตาร์และปากีสถานในกรุงโดฮา ซึ่งเป็นการเจรจาทางอ้อม
ก่อนหน้านี้ในวันอังคาร มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า ทรัมป์เปิดกว้างที่จะพบกับประธานาธิบดีมัสอูด เปเซชกียาน ของอิหร่าน ระหว่างที่เดินทางมาเยือนนิวยอร์กเพื่อเข้าร่วมการประชุม UNGA
“โดยส่วนใหญ่แล้วท่านประธานาธิบดีที่พร้อมจะพูดคุยพบปะกับใครก็ตาม เพราะเขาเชื่อว่าการพูดคุยกับผู้คนเป็นสิ่งสำคัญหากคุณต้องการแก้ปัญหา นั่นไม่ได้หมายความว่าท้ายที่สุดแล้วจะต้องเห็นพ้องต้องกันเสมอไป แต่การพูดคุยกันนั้นเป็นเรื่องสำคัญ” รูบิโอกล่าวในรายการ “Today” ทางช่อง NBC ”
ในวันเดียวกัน ทรัมป์ยังได้พบหารือกับผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากชาติสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ได้แก่ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงจอร์แดน เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางข้างหน้าในการรับมือกับสงครามในอิหร่าน
ในสุนทรพจน์ต่อที่ประชุม UNGA ทรัมป์กล่าวปกป้องการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านโดยอ้างว่า เขาได้แสดงความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญ ในขณะที่ผู้นำคนอื่นๆ กลับมีท่าทีลังเล ทั้งยังเปรยว่าเขาอาจจะเผชิญกับการตัดสินใจครั้งสำคัญในความขัดแย้งนี้ ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ออิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ และกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อหาข้อยุติในการยุติความขัดแย้ง
“ผมมีเรื่องสำคัญต้องตัดสินใจ เราจะทำข้อตกลงกับอิหร่านที่เปิดโอกาสให้พวกเขาสร้างชาติขึ้นใหม่และกลายเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเป็นมา อาจเป็นหนึ่งในประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางหรือแม้แต่ในโลก หรือผมควรจะทำลายล้างสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ให้สิ้นซากอย่างรวดเร็ว โดยไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เข่นฆ่าและทำลายผู้คนรวมถึงประเทศต่างๆ ได้อีกต่อไป? ”
ถ้อยแถลงของทรัมป์ครอบคลุมหลากหลายประเด็น โดยเขายังได้เฉลิมฉลองปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในปีนี้ที่ขับไล่ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลาออกจากอำนาจ ยกย่องข้อตกลงใหม่ในการขยายสถานทางทหารของสหรัฐในกรีนแลนด์ และออกมาคัดค้านเสียงเรียกร้องให้มีการควบคุมอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้เข้มงวดมากขึ้น
แต่หัวใจสำคัญของสุนทรพจน์คือการปกป้องสงครามอย่างเต็มที่ และโต้แย้งแนวคิดที่ว่าอิหร่านมีความเข้มแข็งหรือสามารถต้านทานแรงกดดันได้ โดยระบุว่า ระบอบก่อการร้ายกำลังมีพฤติกรรมเลวร้าย ไม่ใช่เพราะพวกเขาเข้มแข็งและมั่นใจ แต่เป็นเพราะพวกเขาอ่อนแอและหมดหนทางต่างหาก
ทั้งนี้ คณะผู้แทนส่วนใหญ่ของอิหร่านได้เดินออกจากห้องประชุมในระหว่างที่ทรัมป์กล่าวโจมตีอิหร่าน
ภายหลังสุนทรพจน์ ทรัมป์ได้พบปะกับนายกรัฐมนตรีเมตเต เฟรเดริกเซน ของเดนมาร์ก และนายกรัฐมนตรีเยนส์-เฟรเดริก เนลเซน ของกรีนแลนด์ เพื่อลงนามในข้อตกลงความมั่นคงฉบับใหม่ที่เพิ่งมีการประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากที่ทรัมป์ขู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่จะยึดครองกรีนแลนด์ โดยทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐจะเริ่มต้นกระบวนการพัฒนาสถานทางทหารขนาดใหญ่ขึ้นในกรีนแลนด์ทันที ซึ่งรวมถึงการสร้างฐานทัพทหารขนาดใหญ่พิเศษสองแห่ง
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้พูดคุยกับแอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักร นางซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดีแห่งยูเครน ทำเนียบขาวยังระบุว่า ทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนได้พบกับ เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ในช่วงเย็นวันอังคารระหว่างงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำด้วย
การพบกันครั้งนี้นับเป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างผู้นำทั้งสองนับตั้งแต่ที่ทรัมป์ได้จับกุมตัวมาดูโรและนำตัวไปยังนิวยอร์กในเดือนมกราคม เพื่อเผชิญข้อหาของรัฐบาลกลางในความผิดฐานก่อการร้ายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและลักลอบค้ายาเสพติด ขณะที่ทีมทนายของมาดูโรได้คัดค้านการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐดังกล่าว
การเดินทางมายังสหประชาชาติของทรัมป์เกิดขึ้นในขณะที่แนวทางนโยบายต่างประเทศของเขา โดยเฉพาะการตัดสินใจเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน ได้กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งความหวังของพรรครีบับลิกันในการรักษาเสียงข้างมากในทั้งสองสภาของสภาคองเกรสในการเลือกตั้งกลางเทอมที่ใกล้จะมาถึงนี้ แต่ทรัมป์ก็ได้กล่าวอ้างในสุนทรพจน์ของเขาว่า โลกใบนี้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากความเป็นผู้นำของเขา เพราะเขาไม่มีเจตนาที่จะปล่อยให้ภัยคุกคามต่างๆ ลุกลามบานปลายต่อไปอีก



