สีหศักดิ์ในเวที Asia Society ตอบทุกข้อสงสัยไทยในบริบทโลก-เพื่อนบ้าน
เมื่อวันที่ 24 กันยายน ตามเวลาในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “อาเซียน – การกำหนดทิศทางของศตวรรษแห่งเอเชีย” ที่สถาบันนโยบายเอเชียโซไซตี (Asia Society) ในนครนิวยอร์ก และมีช่วงถามตอบซึ่งดำเนินรายการโดยนายแดเนียล รัสเซลส์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐด้านกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เพื่อแลกเปลี่ยนมมุมมองในหลายประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
ความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา
สหรัฐมีแนวโน้มที่จะดำเนินความสัมพันธ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากมุมมองการแข่งขันกับจีน อย่างไรก็ดี ภูมิภาคมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อสหรัฐในตัวเอง อาทิ การต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในอดีต จนถึงปัจจุบันที่เป็นภูมิภาคซึ่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งอาเซียนมีอำนาจในการนำประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ มาเป็นคู่เจรจาและหุ้นส่วนความร่วมมือ (convening power) และการรักษาระเบียบโลกที่อยู่บนกฎกติกา บทบาทและความเข้มแข็งของอาเซียนจึงมีความสำคัญต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และการป้องกันไม่ให้ภูมิภาคกลายเป็นเวทีแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของสหรัฐด้วย
ความเข้มแข็งของอาเซียน
อาเซียนเป็นการรวมตัวของประเทศสมาชิกเพื่อตัดสินใจประเด็นต่าง ๆ รวมกันโดยยังคงอำนาจอธิปไตยของตนเอง ซึ่งแตกต่างจากกรณีของสหภาพยุโรป ในบริบทสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไปและซับซ้อนมากขึ้น อีกทั้งระบบพหุภาคีที่กำลังถูกท้าทาย อาเซียนจำเป็นต้องรวบรวมใช้ความเข้มแข็งจากภายใน อาทิ การเป็นตลาดเศรษฐกิจขนาดกว่า 700 ล้านคนที่เติบโตต่อเนื่อง และกรอบความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน อาเซียนจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถรับมือสถานการณ์ใหม่ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที โดยเฉพาะการดำเนินการเพื่อให้มีข้อตัดสินใจร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมาอาจยังล่าช้าไม่ทันเวลา ไทยจึงได้เสนอแนวคิด troika ประธานอาเซียน เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของอาเซียนในเรื่องนี้ และจะยังผลักดันเรื่องนี้ต่อไป
นอกจากนี้ ประเทศอาเซียนต้องมองถึงผลประโยชน์ของภูมิภาค นอกเหนือจากผลประโยชน์ของชาติ และรักษาสมดุลของหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ซึ่งที่ผ่านมาได้เสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศสมาชิก แต่ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการเพิกเฉยต่อสถานการณ์ภายในที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหากจะกลายเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งนี้ กฎบัตรอาเซียนครอบคลุมประเด็นอื่น ๆ ด้วย อาทิ การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และธรรมาภิบาล

สถานการณ์ไทย-กัมพูชา
ความขัดแย้งปัจจุบันเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ไทยถูกนำเสนอภาพว่าเป็นประเทศใหญ่ที่รังแกประเทศเล็กและเป็นตัวการทำลายสันติภาพ แต่ในความจริง ไทยเป็นฝ่ายสนับสนุนสันติภาพในกัมพูชามาโดยตลอด ซึ่งรวมถึงการเปิดรับและให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ชาวกัมพูชาที่หนีภัยการสู้รบในประเทศกว่า 400,000 คน และการสนับสนุนการพัฒนาในกัมพูชา อาทิ การสร้างถนน ไทยจึงไม่มีความประสงค์หรือมุ่งหวังใดที่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง ขณะที่ไม่ทราบแน่ชัดถึงความต้องการของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งได้เผยแพร่คลิปเสียงการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างอดีตผู้นำของตนกับนายกรัฐมนตรีไทยในขณะนั้น จนนำไปสู่การเปลี่ยนรัฐบาลไทย
ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องของกัมพูชาเรื่องการปักปันเขตแดนเพียงอย่างเดียวไม่น่าจะสามารถแก้ไขความขัดแย้งได้ ไทยกับกัมพูชาได้จัดทำ MOU ปี 2544 เพื่อกำหนดเขตแดนทางทะเล แต่การหารือแทบจะไม่มีความคืบหน้ากว่า 25 ปี
ไทยจึงได้ตัดสินใจยกเลิก MOU และเสนอที่จะหารือพูดคุยกับกัมพูชาเป็นเวลา 6 เดือนก่อนแล้วจึงค่อยพิจารณาทางเลือกอื่น แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS โดยทันที
เมียนมา
ย้ำว่านโยบายการกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป (calibrated re-engagement) ของไทยไม่ได้เป็นการให้ความชอบธรรมกับรัฐบาลเมียนมา โดยเป็นความพยายามที่จะขับเคลื่อนให้การดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อของผู้นำอาเซียนมีความคืบหน้าและมีเป้าหมายยุทธศาสตร์ หลังจากผ่านมากว่า 5 ปีแล้ว ไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมาไม่สามารถนิ่งเฉย และจำเป็นที่จะต้องผลักดันเรื่องนี้โดยใช้แนวทางบนพื้นฐานความเป็นจริง เพราะไทยได้รับผลกระทบโดยตรงทุกวันจากปัญหาต่าง ๆ เช่น มลพิษ การหลอกลวงออนไลน์ ยาเสพติด และการสู้รบในเมียนมา แต่ย้ำว่า นโยบายนี้ไม่ใช่ถนนทางเดียว โดยเมียนมาต้องแสดงความจริงใจและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย
ที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้หารือกับประธานาธิบดีเมียนมา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา โดยได้ฝากให้พิจารณาเรื่องนางออง ซาน ซู จี ด้วย ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่านางออง ซาน ซู จี ได้รับการย้ายตัวไปอยู่ที่บ้านพัก และเมียนมาได้อนุญาตให้ผู้แทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าเยี่ยม
และเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ไทยได้ช่วยจัดการหารือระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา ที่กรุงเทพ และการหารือระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ของเมียนมา ที่พัทยา ทั้งนี้ ย้ำว่า การแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมา จะต้องมีฝ่ายเมียนมาเป็นผู้นำและเป็นเจ้าของ (Myanmar-led, Myanmar-owned) โดยเคยมีตัวอย่างในสมัยอดีตประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ขณะที่ประเทศสมาชิกอาเซียนเห็นพ้องว่าเมียนมาที่ถูกโดดเดี่ยวอาจนำไปสู่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ และนอกจากไทยแล้ว ยังมีประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ ที่ต้อนรับการเยือนของประธานาธิบดีเมียนมาในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน และประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ของเมียนมา ก็กำลังดำเนินแนวทางเช่นเดียวกับไทยในการมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา
การวางตัวของไทยในบริบทการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน
ไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน แต่ก็มีประเด็นท้าทายในความสัมพันธ์ อาทิ การเปลี่ยนถ่ายสินค้าจีนในไทย ล่าสุด เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 นายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยือนจีนและเข้าร่วมการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (World Artificial Intelligence Conference) ที่นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นประเด็นที่สหรัฐให้ความสำคัญเช่นกันและแข่งขันกับจีน ในที่สุดแล้ว การดำเนินความสัมพันธ์ของไทยกับสหรัฐและจีนไม่ใช่เป็นการดำเนินการเพื่อรักษาสมดุล (balancing act) แต่ตั้งอยู่บนข้อพิจารณาในแง่ผลประโยชน์ของประเทศ โดยไทยไม่ต้องการที่จะถูกบังคับให้เลือกข้าง แต่ต้องการรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (strategic autonomy) โดยการที่ไทยมีความสามารถดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของสหรัฐด้วยเช่นกัน




