หน้าแรก ต่างประเทศ ปรักชี้ กัมพู...

ปรักชี้ กัมพูชามุ่งมั่นแก้ข้อพิพาทไทยโดยสันติ ประนอม UNCLOS โอกาสสร้างความไว้ใจใหม่

29.09.26 | 13:30 น.
REUTERS

ปรักชี้ กัมพูชามุ่งมั่นแก้ข้อพิพาทไทยโดยสันติ ประนอม UNCLOS โอกาสสร้างความไว้ใจใหม่

ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา กล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 81 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 26 กันยายน โดยกล่าวถึงความสัมพันธ์กับประเทศไทยว่า ประสบการณ์ความขัดแย้งในอดีตทำให้กัมพูชายังคงยึดมั่นในแนวทางการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ รวมถึงข้อพิพาทเกี่ยวกับพรมแดนร่วมกับไทย พร้อมขอบคุณประชาคมระหว่างประเทศที่ให้ความสนใจและสนับสนุนความพยายามในการหาทางออกที่สันติและยั่งยืน


ความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทยในช่วงที่ผ่านมาได้บั่นทอนความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างสองประเทศอย่างรุนแรง อีกทั้งทิ้งบาดแผลที่ยืดเยื้อ รวมถึงความเสียหายต่อมรดกทางวัฒนธรรมและภัยคุกคามจากวัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงานและวัตถุระเบิดตกค้างจากสงคราม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องอยู่เคียงข้างกันตลอดไป การฟื้นฟูความไว้วางใจเป็นสิ่งจำเป็นต่ออนาคตของความสัมพันธ์ทวิภาคี การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนและความสัมพันธ์ฉันเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน

การฟื้นฟูความไว้วางใจจำเป็นต้องตั้งอยู่บนการปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างสองประเทศอย่างเต็มที่ มีประสิทธิภาพ และด้วยความสุจริตใจ ข้อตกลงดังกล่าวรวมถึงปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์ ฉันทามติฝูเซียน และแถลงการณ์ร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ให้คำมั่นว่าจะละเว้นจากการข่มขู่หรือใช้กำลัง เคารพเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ ดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อลดความตึงเครียด ฟื้นฟูความไว้วางใจ และเดินหน้าสู่การทำให้ความสัมพันธ์กลับคืนสู่ภาวะปกติ

ในประเด็นเขตแดนทางบก การกลับมาดำเนินการสำรวจและปักปันเขตแดนของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) โดยเร็ว มีความสำคัญยิ่งต่อการแก้ไขข้อเรียกร้องที่ยังค้างคาอยู่เกี่ยวกับเขตแดน และนำไปสู่การมีเขตแดนที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับร่วมกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงสนธิสัญญาและข้อตกลงที่มีอยู่ระหว่างสองประเทศ

Advertisement

สิ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อยไปกว่ากันและส่งผลกระทบโดยตรงด้านมนุษยธรรม คือการที่ชาวกัมพูชามากกว่า 20,000 คนที่ยังไม่สามารถกลับบ้านได้ เนื่องจากการยึดครองทางทหารและการขัดขวางที่ยังคงอยู่ ดังถ้อยแถลงของผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติที่ลงพื้นที่ชายแดนเมื่อเดือนกรกฎาคมปีก่อนว่า พวกเขาจำเป็นต้องและสมควรที่จะได้กลับบ้าน

ในทำนองเดียวกัน การยุติกิจกรรมต่างๆ ในดินแดนที่ถูกยึดครอง ซึ่งอาจก่อให้เกิดหรือทำให้สภาพที่เกิดขึ้นโดยพฤตินัยกลายเป็นสิ่งถาวร ถือเป็นการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมถึงความปรารถนาดีและการเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

ความมุ่งมั่นในการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธีเช่นเดียวกันนี้ สะท้อนให้เห็นในแนวทางของเราต่อข้อพิพาททางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ไทยตัดสินใจยกเลิกบันทึกความเข้าใจปี ค.ศ. 2001 (MOU 2544) ฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นกรอบทางกฎหมายเพียงกรอบเดียวระหว่างทั้งสองประเทศ ที่จัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขข้อพิพาททางทะเลโดยเฉพาะ แม้ว่ากัมพูชาจะมีการเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ให้ดำเนินการดังกล่าวก็ตาม ด้วยเหตุนี้ กัมพูชาจึงถูกบีบให้ต้องหันไปพึ่งกลไกของสถาบันที่ยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยการริเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)

ดังที่สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวไว้ในเดือนมิถุนายนว่า การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของกัมพูชาตามกฎหมายระหว่างประเทศ กัมพูชายังคงแสวงหาทางแก้ไขข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้านโดยสันติ เรายังคงมุ่งหวังที่จะมีความสัมพันธ์กับไทยบนพื้นฐานของสันติภาพ ความร่วมมือ และการเคารพซึ่งกันและกัน ทั้งกัมพูชาและไทยต่างจะได้รับประโยชน์จากการแก้ไขข้อพิพาทที่เป็นธรรมและยั่งยืน ซึ่งบรรลุผลภายใต้คำแนะนำของผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ

กัมพูชาขอขอบคุณคณะกรรมาธิการประนอมข้อพิพาทที่ได้แสดงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการช่วยเหลือคู่กรณีให้สามารถแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี ในระหว่างการประชุมครั้งแรกที่สิงคโปร์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโอกาสที่มีความหมายในการเชื่อมช่องว่างของความแตกต่าง ฟื้นฟูความไว้วางใจ และวางรากฐานที่แข็งแกร่งขึ้นสำหรับความสัมพันธ์ที่สันติและสร้างสรรค์ระหว่างสองประเทศ