ไทยตั้งเป้าหมาย 2 ปี เข้าเป็นสมาชิก OECD ยกระดับกฎหมาย-มาตรฐานประเทศ
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่กรุงปารีส นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เข้าพบนาง Gita Kothari ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและผู้ประสานงานการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่สำนักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส เพื่อหารือความคืบหน้าของไทยในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก รวมถึงการประเมินทางเทคนิคและการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานไทย
โดยไทยได้ยื่นรายงานประเมินความพร้อมเบื้องต้นต่อ OECD เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการประเมินอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของ OECD จำนวน 25 คณะ พิจารณากฎหมาย นโยบาย และแนวทางการดำเนินงานของไทยในหลายด้าน ขณะที่ทางรัฐบาลตั้งเป้าผลักดันให้สำเร็จภายใน 2 ปี พร้อมเดินหน้าปรับกฎหมายและมาตรฐานในหลายด้าน รวมถึงภาคแรงงาน แม้ยอมรับว่าเป็นกรอบเวลาที่ท้าทาย ขณะที่กระทรวงแรงงานเตรียมปรับกฎหมายและยกระดับทักษะแรงงาน รองรับการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ แรงงานแพลตฟอร์ม และแรงงานนอกระบบ
นายศรัณย์กล่าวว่า ความสำคัญของการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้อยู่เพียงการได้สถานะสมาชิก แต่เป็นโอกาสในการปรับปรุงนโยบายและกฎหมายของประเทศให้ได้มาตรฐานสูงขึ้น พร้อมกล่าวว่า OECD มองในภาพใหญ่ว่า ถ้าเราเข้าไป ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านและปฏิรูปในทุกด้าน คำขวัญของ OECD คือ นโยบายที่ดีเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น
และระบุว่า ไทยยังมีกฎหมายบางส่วนที่ซ้ำซ้อนหรือล้าสมัย ซึ่งกระบวนการเข้า OECD จะช่วยผลักดันให้มีการทบทวนและปรับปรุง เพื่อให้กฎหมายและนโยบายของไทยสอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากขึ้น โดยการประเมินครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่นโยบายเศรษฐกิจ การลงทุน การแข่งขัน ภาษี ธรรมาภิบาล งบประมาณ การศึกษา สุขภาพ สิ่งแวดล้อม การค้า ไปจนถึงการจ้างงาน แรงงาน และนโยบายสังคม
ต่อการตั้งเป้า 2 ปี นายศรัณย์ยอมรับว่าเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย และบอกว่า แต่การที่รัฐบาลกำหนดและพยายามผลักดัน การกดดันเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เรามุ่งมั่น หากจำเป็นต้องปรับกรอบเวลาออกไป เขามองว่าจะไม่นานมาก และเชื่อว่าไทยมีโอกาสเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้ภายในอีกไม่กี่ปี
ทั้งนี้ OECD ไม่ได้กำหนดระยะเวลาตายตัวสำหรับประเทศที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก ระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละประเทศในการปรับกฎหมาย นโยบาย และแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD
นายศรัณย์กล่าวว่า จากการหารือล่าสุด OECD มองว่าไทยมีการเตรียมความพร้อมในระดับที่ดี และเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่กำลังสมัคร ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความคืบหน้ามาก จนถึงขณะนี้ยังไม่มีประเด็นใหญ่ที่ OECD แสดงความกังวลเกี่ยวกับไทย ขณะที่ความคืบหน้าของแต่ละคณะกรรมการแตกต่างกัน บางคณะดำเนินการไปมากแล้วและอาจสรุปผลได้ในช่วงปลายปี ขณะที่บางคณะเพิ่งเริ่มกระบวนการ
นายศรัณย์ย้ำว่า กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎหมายและนโยบายที่มีผลต่อประชาชนและภาคธุรกิจ จึงควรเปิดให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม และกล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้เป็นกระบวนการที่โปร่งใส อยากให้ประชาชนทุกคนติดตามอย่างใกล้ชิด และให้ความเห็นในเรื่องต่างๆ ที่ตัวเองได้รับผลกระทบ เพื่อคณะเจรจาจะได้นำประเด็นเหล่านี้มาใช้ในการหารือกับ OECD

ด้าน พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงานกำลังทบทวนระเบียบและกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD ควบคู่ไปกับมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO
“เราทำมาตรฐาน ILO แล้ว เรายังมี OECD อีกส่วนหนึ่งที่เราจะต้องควบคู่กันไปในการขับเคลื่อน ถามว่ายากไหม ก็ไม่ยาก แต่ก็อาจจะไม่ง่ายนัก” พันตำรวจโท วรรณพงษ์กล่าว และระบุว่า ประเด็นที่ให้ความสำคัญไม่ได้มีเพียงกฎหมายแรงงาน แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานจากเทคโนโลยี การใช้ปัญญาประดิษฐ์ การเพิ่มและปรับทักษะแรงงาน การจัดทำฐานข้อมูลด้านทักษะ และการบังคับใช้กฎหมายแรงงานให้มีประสิทธิภาพ
พันตำรวจโท วรรณพงษ์กล่าวว่า OECD ให้ความสำคัญอย่างมากกับการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในตลาดแรงงาน รวมถึงการพัฒนาทักษะใหม่ การปรับทักษะเดิม การดูแลแรงงานแพลตฟอร์ม และแรงงานนอกระบบ ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นในตลาดแรงงานไทย
นอกจากนี้ ฝ่ายแรงงานไทยยังหารือกับฝรั่งเศสเรื่องการขยายโอกาสของแรงงานทักษะไทย โดยเฉพาะอาชีพที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ เช่น พ่อครัว เชฟ และนวดไทย เพื่อให้ได้รับการยอมรับและมีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงานต่างประเทศมากขึ้น

ในการหารือที่สำนักงานใหญ่ OECD ทั้งสองฝ่ายยังได้พูดคุยถึงการเตรียมการเยือนประเทศไทยของนาย Mathias Cormann เลขาธิการ OECD ในช่วงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2569 ซึ่งจะเป็นอีกโอกาสสำคัญในการติดตามความคืบหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิกของไทย
ปัจจุบัน OECD มีสมาชิก 38 ประเทศ ขณะที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ระหว่างกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก
สำหรับไทย กระบวนการนี้จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการเข้าเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศ แต่หมายถึงการทบทวนและปรับกฎหมาย นโยบาย และมาตรฐานของประเทศในหลายด้าน ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ธุรกิจ แรงงาน และประชาชนในระยะต่อไป



