ธนาคารโลกปรับเพิ่มการขยายตัวศก.ไทย เป็น 2% การลงทุนด้าน AI เป็นปัจจัยบวก
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ธนาคารโลก ได้เปิดตัวรายงาน อัพเดตเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (EAP) ฉบับเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจของภูมิภาคและบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ในการเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานและเศรษฐกิจในอนาคต
โดยในรายงานฉบับนี้ ซึ่งจัดทำขึ้นทุก 6 เดือน ได้นำเสนอประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ภาพรวมแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและประเทศต่างๆ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก 2.ความสำคัญของการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของเอไออย่างเต็มที่ เพื่อสร้างงานที่เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง 3.นโยบายและการลงทุนที่จำเป็นเร่งด่วนในด้านเอไอขนาดเล็ก และทักษะ
โดยรายงานระบุว่า เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก คาดว่า จะขยายตัวร้อยละ 4.5 ในปี 2569 การเติบโตยังอยู่ในระดับที่แตกต่างกันระหว่างประเทศและภาคเศรษฐกิจ ขณะที่การนำเอไอมาใช้อย่างกว้างขวางมากขึ้น กำลังสร้างโอกาสใหม่ทั่วทั้งภูมิภาค
และว่า ในภูมิภาคนี้ หลายประเทศ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปี 2569 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการผลิตและการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง ตามการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเอไอในระดับโลก
โดยธนาคารโลก ได้ปรับเพิ่มประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2569 ของเวียดนามขึ้น 1.1 จุดร้อยละ เป็นร้อยละ 7.4 , มาเลเซียขึ้น 0.7 จุดร้อยละ เป็นร้อยละ 5.1 และไทย ขึ้น 0.7 จุดร้อยละ เป็นร้อยละ 2.0
ในส่วนของกลุ่มหมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งมีความเปราะบางต่อราคาพลังงานที่สูงและมีกันชนทางการเงินค่อนข้างจำกัดในการรองรับภาวะช็อกจากภายนอก ขยายตัวร้อยละ 2.2 ต่ำกว่าคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ 0.5 จุดร้อยละ สำหรับจีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ขยายตัวร้อยละ 4.4 เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศยังคงถูกจำกัดจากตลาดแรงงานที่อ่อนแอและการปรับตัวที่ยังดำเนินต่อเนื่องในภาคอสังหาริมทรัพย์
สำหรับความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่เหลืออีกสามเดือนของปี 2026 และปี 2027 ค่อนข้างเอนเอียงไปในทางลบมากขึ้น หรือมีโอกาสที่จะเกิดผลกระทบเชิงลบมากยิ่งขึ้น ได้แก่ 1) ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น หรือความตึงเครียดทางการค้าทั่วโลก รวมถึงภาษีนำเข้าของสหรัฐที่สูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการค้า ทำให้การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ซบเซาอยู่แล้วยิ่งแย่ลง ทั้งนี้ การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยบวกหลัก ซึ่งมีศักยภาพที่จะเพิ่มผลผลิตและการเติบโตในระยะยาว
และ 2) ความเสี่ยงต่อความยากจนได้กระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งคิดเป็น 45.5 % ของคนยากจนทั้งประเทศ ปรากฏการณ์เอลนีโญ รุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ และต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อกลุ่มนี้ โดยคาดการณ์ความเสียหายทางการเกษตรสูงสุดถึง 62,000 ล้านบาท และรายได้จากการทำฟาร์มลดลงประมาณร้อยละ 8 เกษตรกรรายย่อยที่อาศัยน้ำฝนและอยู่นอกระบบชลประทานจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ในขณะที่หนี้ครัวเรือนที่สูงถึงเกือบร้อยละ 87 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ทำให้มีกันชนจำกัดในการรองรับผลกระทบจากรายได้ทางการเกษตรที่ลดลง
สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ สร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรมีความคล้ายคลึงกับช่วงเอลนีโญรุนแรงในปี 2016 รวมถึงกระทบต่อการประมงในประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งเป็นความเสี่ยงด้านลบที่อาจกดดันเศรษฐกิจมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในกรอบพื้นฐาน



